ข่าวสาร & กิจกรรม
Ishikawa น่าไปมาก ตอนที่ 3
10-10-2018

 

            กินซูชิเสร็จเตรียมออกเดินทางต่อฝนก็ตกลงมาพอดี คุณไกด์ให้ข้อมูลว่าที่จังหวัดอิชิกาวะนี่ฝนตกเป็นเรื่องธรรมดา การพกร่มที่นี่คือเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน อันนี้คือเงื่อนไขหนึ่งที่นักท่องเที่ยวพึงใส่ใจ พอนึกย้อนกลับไปก็เห็นจะจริงเพราะตอนมาคานะซาวะครั้งที่ผ่านๆมาเจอฝนตลอด สืบเนื่องจากกระแสน้ำเย็นและอุ่นประทะกันในทะเลแถบนี้ทำให้ความชื้นสูงกว่าที่อื่นๆจึงเกิดฝนตกได้ง่าย แต่ฝนแถบนี้ก็ไม่ได้ตกยาวๆทั้งวัน ตกบ้างหยุดบ้างยังเที่ยวได้ไม่ลำบาก จุดหมายปลายทางวันนี้คือเมืองออนเซนWakuraในเขตแหลม Noto ระหว่างทางต้องผ่าน Chirahama Nagisa Driveway ถนนทรายหรือชายหาดความยาว 8 กิโลเมตรกว้างราว50เมตรที่รถสามารถวิ่งผ่านได้โดยไม่จม ที่เป็นเช่นนี้เพราะทรายที่นี่เม็ดใหญ่และอัดแน่นทับถมมานานที่แม้แต่น้ำทะเลซัดขึ้นมาก็ไม่สามารถทำให้พื้นทรายร่วนหรือไหลกลับลงทะเลได้ เป็นสถานที่เที่ยวขึ้นชื่อในหมู่คนญี่ปุ่นที่ต้องมาลองขับรถบนถนนทรายเส้นนี้ดูสักครั้ง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ก็ยังมากันได้เพราะถนนทรายแน่นปั้กขนาดที่รสบัสวิ่งได้อย่างสบาย ตามรายทางมีเพิงพักขายพวกหอยย่างและบริการห้องอาบน้ำดูโลคัลดี มีรถจอดใช้บริการบางตาเพราะฝนตก คุณล่ามให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนนี่คนพรึ่บแน่นหาดเหมือนกัน โชเฟอร์ของเราขับพาลงตั้งแต่หัวหาดยันท้ายหาด เป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าสนใจมาก เคยแต่ขับรถบนถนนเลียบชายหาดแต่นี่ขับบนหาดทรายประสบการณ์เลยผิดกันลิบลับ อธิบายเป็นคำยากต้องมาลองเองครับ

ขึ้นจากหาดทรายก็มุ่งเหนือไปยังแหลมโนโตะ ดินแดนที่ยังสดใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย เราถึงเมือง Wakura ในอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงถัดมา ระยะทางจริงๆไม่ถึง40กิโลแต่เพราะฝนตกเลยใช้เวลานานหน่อย เมืองวะคุระเป็นเมืองออนเซนริมอ่าวNanaoด้านตะวันตก แต่เนื่องจากในอ่าวมีเกาะนานาโอะตั้งอยู่และด้านนึงของเกาะอยู่ใกล้กับเมืองวะคุระมากเสียจนแทบจะเป็นแผ่นดินเดียวกันทำให้อ่าวด้านนี้ดูเสมือนเป็นทะเลสาบ และด้วยทัศนียภาพที่งามพร้อมทางเมืองจึงได้จัดงานวิ่งมาราธอนขึ้นในวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคม ที่นอกจากจะมีไฮไลท์อยู่ตรงเส้นทางข้ามเขาและทะเลแล้ว ยังมีหมู่บ้านชาวประมงที่เลี้ยงหอยนางรมอยู่ระหว่างทาง นักวิ่งสามารถเอร็ดอร่อยกับข้าวหน้าหอยนางรมได้โดยคณะกรรมการจะทดเวลาให้อีกหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ผมเห็นภาพเส้นทางวิ่งอย่างชัดเจน ทางเมืองวะคุระจึงอาสาพาผม(นั่งรถ)ตามรอยเส้นทางมาราธอน ซึ่งต้องบอกเลยว่าถ้าผมเป็นนักวิ่งต้องอยากมา เพราะมาราธอนสนามใหญ่ในญี่ปุ่นทั้งหมดเป็นการวิ่งในเมือง แต่ที่นี่วิวสวยมากวิ่งชมวิวเพลินเลยแถมได้กินหอยนางรมเพิ่มพลังอีกต่างหาก และเมืองวะคุระก็เป็นเมืองออนเซนเลยสมประโยขน์นักวิ่งที่สามารถแช่น้ำแร่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังการวิ่งได้อีกด้วย ระหว่างสำรวจเส้นทางผมขอแวะชมหมู่บ้านชาวประมงให้เห็นกับตา เจ้าหน้าที่พามาจอดตรงท่าเรือมองออกไปเห็นฟาร์มหอยกินพื้นที่ในอ่าวเยอะอยู่ มีกระท่อมหลังเล็กริมท่าเรือไว้บริการนักท่องเที่ยวย่างหอยกินกันสดๆตรงนั้นได้บรรยากาศดีมาก อีกฝั่งของถนนเป็นอาคารไม้ที่ใช้ทำความสะอาดหอยและแกะหอยเพื่อส่งขายต่อไป จังหวะพอดีกับที่มีรถรับของไปส่งเลยได้เห็นครบถ้วนทุกกระบวนการ ระหว่างทางกลับเมืองผมเปรยๆว่าเส้นทางแบบนี้น่าขี่จักรยานเล่นสำหรับคนไม่ถนัดวิ่ง เจ้าหน้าที่ของเมืองรีบบอกว่า ถ้าสนใจจะพาไปดู เลยแวะไปที่อาคารสำนักงานของเมืองวะคุระ ที่นี่มีบริการให้เช่าจักรยานพร้อมเส้นทางแนะนำหลายเส้น จักรยานก็มีทั้งระดับGiant, Bless bike และจักรยานธรรมดาให้เลือก ถือว่าทำการบ้านมาดีมาก ตอบโจทย์คนรักการออกกำลังทั้งวิ่งทั้งถีบเลย

จากที่ทำการเมืองผมมีคิวต้องแวะไปดูที่พักตามธรรมเนียมของการมาสำรวจเมือง ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะทุกวันนี้นักท่องเที่ยวมีความรู้มากขึ้นจากการสืบค้นข้อมูลได้ง่าย อาชีพอย่างพวกผมจึงต้องหาความรู้ให้มากพอที่จะบริการลูกค้า การได้มาเห็นของจริงย่อมชัดเจนกว่าดูจากอินเตอร์เน็ต มิเช่นนั้นอาจเหมือนหลายกรณีที่ภาพห้องพักในเว็บแตกต่างจากห้องจริงเยอะจนเกิดการโวยวายผ่านโซเชี่ยลมีเดียหลายครั้ง ถ้าพูดถึงโรงแรมคู่บ้านคู่จังหวัดอิชิกาวะก็ต้องถือว่าเครือ Kagaya เค้าสร้างชื่อมานานจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง โดยเฉพาะเรื่องบริการนี่ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่งของ Top 100 Hotel & Ryokanญี่ปุ่นติดต่อกันมาสามสิบกว่าปี โอ้โห!ไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะครับ แค่ติด 1 ใน 100 โรงแรมและเรียวกังของญี่ปุ่นนี่ก็ยากแล้ว ได้อันดับหนึ่งนี่ยากขึ้นไปอีก แต่รักษาแชมป์ติดต่อกันมาเกือบ 40 ปีนี่มันยากยิ่งกว่ายาก ดีกรีขนาดนี้ถ้าไม่ไปดูให้เห็นกับตาไม่ไปกินไปนอนให้รู้กับตัวถือว่าพลาดอย่างแรง โรงแรมแรกที่ไปเยี่ยมคือ Kagaya แบรนด์หลักของเครือนี้ โรงแรมใหญ่โตโอ่โถงสมฐานะแต่ที่ประทับใจคือธงชาติไทย คือเค้ารู้ว่าผมจะไปและก็มีผมคนเดียวที่เป็นคนไทย แสดงว่าธงนี้เตรียมมาเพื่อผมคนเดียวเลย เพียงธงผืนเดียวก็ดึงความภาคภูมิใจของผมขึ้นมาจนล้นแล้วครับ ส่วนเรื่องการต้อนรับดูแลนี่ไม่มีขาดทั้งโค้งทั้งกล่าวคำทักทายครบถ้วนไม่ตกหล่น ตัวโรงแรมมีหลายอาคาร ห้องพักมีหลายแบบทั้งธรรมดาสามัญไปจนถึงห้องหรูแบบมีบ่อออนเซนในตัว แต่ไม่ว่าคุณจะพักห้องระดับไหนจ่ายถูกจ่ายแพงเท่าไหร่ ก็ยังคงได้รับบริการที่ดีที่สุดเสมอกัน

โรงแรมถัดมาคือ Matsunomidori แค่เดินเข้าไปล็อบบี้ก็ทึ่งแล้วครับ เสาไม้ทั้งต้นเรียงอยู่สองข้างทางเดิน ประดับด้วยเครื่องเขินวะจิมะ (Wajima Lacquerware) ของศิลปินชื่อดังคุณ Kado Isaburoที่มีผลงานการแสดงงานไปไกลถึงยุโรปและอเมริกา การตกแต่งของโรงแรมเน้นไปที่การใช้ไม้เป็นหลัก แต่จะออกในแนวTemporary ไม่ได้ญี่ปุ่นจ๋าเหมือน Kagaya เอาตามตรงผมถูกใจที่นี่มากเพราะบรรยากาศเหมือนแกลลอรี่ ไม่ว่าจะเป็นโถงล้อบบี้ ห้องอาหาร ไปจนถึงห้องพัก ทุกที่มีสไตล์หมด ตามมุมบันไดที่มีเหลี่ยมมีสันทางโรงแรมก็นำผ้ามาหุ้มอย่างดีทั้งเก๋และปลอดภัยไปในตัว และที่น่าสนใจมากสำหรับนักดื่มคือเครื่องดื่มในห้องและที่บาร์บริการฟรีหมด มีนิดเดียวที่อาจจะขัดใจบางท่าน ที่นี่ไม่รับเด็กเล็กครับ เรียวกังหลายแห่งในญี่ปุ่นมีเงื่อนไขในแบบเดียวกันนี้เพราะอยากรักษาบรรยากาศที่เงียบสงบให้กับลูกค้านั่นเองครับ