ข่าวสาร & กิจกรรม
Ishikawa น่าไปมาก ตอนที่ 2
09-10-2018

 

           การเดินทางรอบนี้ผมอยากลองนั่ง Hokuriku Shinkansen เลยจองตั๋วไปลงสนามบินHaneda แล้วนั่ง Monorail ไปลงสถานี Hamamatsucho ต่อ JR Yamanote อีก 3 ป้ายลงสถานี Tokyo สะดวกมากๆ โดยเฉพาะโมโนเรลตอนเช้าๆนี่โล่งสุดๆ โบกี้ที่ผมนั่งมีแค่ 4-5 คนเท่านั้น มาแน่นเอาตอนเปลี่ยนมานั่งเจอาร์แต่ก็แค่ 3 ป้าย ถึงสถานีโตเกียวค่อยๆไปซื้อตั๋วรถไฟชิงกังเซน เส้นทางนี้มีให้เลือก 2 ชนิดคือ รถธรรมดา Hakutakaจอด 12 ป้ายใช้เวลาวิ่ง 3 ชั่วโมง และรถด่วน Kagayakiจอดแค่ 5 ป้ายใช้เวลาวิ่ง2ชั่วโมงครึ่ง มีวิ่งตั้งแต่เช้า6โมงกว่าไปจนถึงขบวนสุดท้ายประมาณ 3 ทุ่ม ความถี่ราวๆ 2-3 ขบวนต่อชั่วโมง รถไฟขบวนนี้มี 12 ตู้ เป็น Ordinary 10 ตู้ Green car1 ตู้ และพิเศษสุดคือGran Class1ตู้ซึ่งมีเพียง18ที่นั่งเท่านั้น ในขณะที่ชั้นปกติมี100ที่และชั้นกรีนมี63ที่ ส่วนราคาก็คูณ 2 จากชั้นปกติ 13,600 เยน เป็น 26,970 เยน บริการบน Gran Classเทียบเท่ากับนั่งเครื่องบินชั้นหนึ่งเลย ผมพยายามจะสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ขายตั๋วว่าจะจอง Gran Classแต่ไม่ทราบว่าเพราะสำเนียงของผมหรือความเข้าใจในภาษาอังกฤษของเจ้าหน้าที่ผิดพลาด ดันได้เป็นตั๋ว Green Car มาซะงั้น หันไปมองด้านหลังมีคนต่อแถวอีกยาวเหยียดเลยช่างมัน เอาไว้ค่อยหาโอกาสมาลองอีกที

เก็บตั๋วเรียบร้อยดูเวลายังมีเกือบชั่วโมงเลยเตร็ดเตร่หาข้าวเช้ากิน สถานีโตเกียวถือว่าอุดมสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะหาร้านนั่งกินเป็นเรื่องเป็นราว หรือซื้อข้าวกล่องมานั่งกินก็มีพื้นที่จัดไว้ให้เรียบร้อย ลองลงไปอีกชั้น โอ้โฮ!ร้านรวงเยอะแยะ ทั้งร้านกาแฟ ร้านราเมง ร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านขายข้าวกล่องมีทั้งแบบร้านดังมาเปิดเป็นเคาน์เตอร์ และร้านรวมข้าวกล่องรถไฟ (Ekiben) ที่ใหญ่กว่าชั้นบนเสียอีก พอเยอะก็เลือกไม่ถูก สุดท้ายใช้วิธีดูร้านไหนคนเข้าคิวเยอะก็ไปต่อคิวด้วย เลือกร้านที่มีสุภาพสตรีต่อคิวมากเป็นพิเศษ ขายInari Sushiหรือเต้าหู้ทอดห่อข้าว แต่ร้านนี้มีสารพัดไส้เพิ่มลงไปด้วยเลยได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ผมสอยมา 3 ชิ้น 3 ไส้ ที่ดูน่ากินสุดเป็นไส้ปูเปิดหน้าเห็นเนื้อปูอัดอยู่จนแน่น ซื้อเสร็จไปต่อคิวซื้อกาแฟร้อนอีกแก้ว แล้วตัดสินใจหอบหิ้วขึ้นไปกินบนรถไฟเพราะเดินเพลินเหลือเวลาแค่ 15 นาที รถไฟมาจอดพอดี จับเวลาตั้งแต่ผู้โดยสารลง เจ้าหน้าทำความสะอาด หัวหน้าตรวจเช็คความเรียบร้อย หมุนเก้าอี้กลับด้าน ใช้เวลาราว10นาทีก็เปิดประตูให้ผู้โดยสารขึ้น ตู้ของผมติดกับตู้ Gran Class แต่เข้าไม่ได้นะครับ เค้ามีพนักงานต้อนรับของตู้นี้โดยเฉพาะคอยตรวจบัตรตั้งแต่ก่อนขึ้น แค่ดมกลิ่นยังไม่มีโอกาสเลยครับ ผมเลือกนั่งริมหน้าต่างตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว ซึ่งมีไมตรีมาก (ถ้าไม่นับเรื่องการจองผิดให้ผม) ตอนจองที่นั่งดูให้หมดว่าข้างเราว่างอยู่จะได้นั่งสบายไปตลอดทาง ผมงัดกาแฟกับข้าวปั้นออกมากินระหว่างที่รถเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากชานชาลา โดยส่วนตัวผมว่าสบายกว่านั่งเครื่องบินเยอะ ดีไม่ดีใช้เวลาพอกัน เพราะสถานีรถไฟอยู่กลางเมือง บนรถก็กว้างขวางจะเดินยืดเส้นยืดสายก็ได้ นั่งชมวิวข้างทางก็เพลิน แถมมีพนักงานเข็นรถมาขายของกินเป็นระยะ แป็บเดียวเองในความรู้สึกก็มาถึง Kanazawa แล้ว

เจ้าหน้าที่ของเมืองพร้อมล่ามมายืนรอรับที่ทางออกซึ่งมีช่องทางเดียว นัดใครไม่มีทางหลงเด็ดขาด หลังจากทักทายกันเรียบร้อย ก็ขึ้นรถไปกินข้าวเที่ยง มื้อแรกเราประเดิมกันด้วยซูชิ เพราะทางเมืองคานะซาวะเค้ามีการจัดโปรโมชั่น Hyakumangoku no Sushi สืบเนื่องจากการสั่งสมคุณงามความดีในเรื่องอาหารและวัตถุดิบมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ข้าวอร่อย น้ำสะอาด ปลาสด และพ่อครัวเก่ง จึงทำให้ซูชิชองจังหวัดอิชิกาวะโดดเด่นไม่แพ้ใคร ประกอบกับการกินซูชิเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ทางจังหวัดจึงได้คัดสรร 28 ร้านซูชิจาก 5 เขตมาให้นักท่องเที่ยวได้กินกันในราคา 3,800 เยนกับซูชิที่น่ากินที่สุด10คำโดยพ่อครัวแต่ละร้าน เจ้าหน้าที่เลือกร้านที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีนักชื่อ Aoizushi เป็นร้านขนาดกลางชั้นล่างมีที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ได้ประมาณ12ที่และนั่งโต๊ะได้อีก8คน ส่วนชั้นบนมีห้องใหญ่สำหรับจัดปาร์ตี้ได้หลายสิบคน คุณโนบุฮารุพ่อครัวและเจ้าของร้านวัย70ปีกำลังแล่ปลาอยู่หลังเคาน์เตอร์ในขณะที่ผมเดินเข้าไปพอดี คุณทะกาโกะผู้เป็นภริยาเดินมารับออร์เดอร์ แน่นอนว่าเราต้องลองสั่งชุดโปรโมชั่นมาดู และเพิ่มเติมด้วยเทมปุระอีกคนละที่ ร้านนี้นอกจากจะขายซูชิแล้วก็ยังมีชุด Kaiseki บริการด้วยเพราะมีคนมาจัดเลี้ยงกันบ่อยๆ ระหว่างรออาหารผมเปิดหาข้อมูลของร้านพบว่าคุณโนบุฮารุนี่ไม่ธรรมดา ไปฝึกฝนการทำซูชิที่โอซาก้าตั้งแต่อายุ 17 ปี หลังจาก 3 ปีของการฝึกฝนในเมืองแห่งพ่อค้า คุณโนบุฮารุได้กลับมาที่คานะซาวะบ้านเกิดเพื่อค้นหาแนวทางเพิ่มเติม และพบว่าบ้านเกิดของตนนั้นอุดมไปด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศเหมาะแก่การเปิดร้านซูชิเป็นที่สุด จึงตัดสินใจเปิดร้านAoizushiในปี คศ.1972 โดยคัดเลือกวัตถุดิบที่สำคัญด้วยตัวเอง เริ่มจากข้าว Koshihikari จากฟาร์มข้าวแถบแหลมโนโตะของคุณ Nakai เกษตรกรผู้ซึ่งปลูกข้าวแบบดั้งเดิมโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมี และใช้เวลาฟูมฟักมากกว่าปกติ ข้าวจึงดึงดูดสารอาหารและน้ำได้อย่างเต็มที่ ต่อด้วยโชยุจากเมืองโอโนะที่มีประวัติการผลิตมาตั้งแต่ยุคเอโดะสืบทอดมากว่า 400 ปี อย่างที่3คือเกลือจากแหลมโนโตะที่อยู่ระหว่างกระแสน้ำเย็น Chishima และกระแสนน้ำอุ่นTsushima ในทะเลญี่ปุ่น ทำให้มีรสชาตินุ่มนวลและอุดมไปด้วยแร่ธาตุ อย่างสุดท้ายคือผักคางะที่ทั้งสดและอุดมสมบูรณ์ไม่ด้อยไปกว่าผักเกียวโต

อ่านประวัติจบซูชิมาเสริฟพอดี หลายคนถ้ามาเห็นคงแปลกใจเพราะไม่มีปลาเนื้อแดงเลยแม้แต่ชิ้นเดียว มีแต่ปลาเนื้อขาวกับกุ้งปูปลาหมึก บ่อยครั้งที่ผมไปกินซูชิท้องถิ่นมักไม่เจอปลาเนื้อแดงอย่างมากุโระหรือคัทสึโอะเพราะไม่ใช่ปลาท้องถิ่น หากจะนับว่า Edomae Sushi คือต้นทางของซูชิยุคใหม่เพราะใช้วัตถุดิบสดๆจากอ่าวหน้าเมืองเอโดะในยุคนั้น พ่อครัวซูชิที่เดินในแนวทางนี้ก็ถือเอาวัตถุดิบที่จับได้ในทะเลท้องถิ่นนั้นเป็นวัตถุดิบหลัก ซูชิชองร้าน Aoi ก็เช่นเดียวกัน มีปลาที่เราไม่รู้จักอยู่2-3ตัว คุณทะกาโกะเลยเอารูปมาให้ดูประกอบความเข้าใจ กลับมาเปิดตำราก็หาไม่เจอเพราะไม่ใช่ปลายอดนิยม นี่แหละครับเสน่ห์ของการกินซูชิท้องถิ่น ได้เจอของอร่อยที่หาไม่ได้จากร้านในเมืองใหญ่ ส่วนเครื่องจิ้มก็มีทั้งโชยุจากโอโนะและเกลือจากโนโตะ เป็นสิบคำที่มีอรรถรสมาก ตามด้วยหัวกุ้งย่างเพื่อไม่ให้เสียของ และเทมปุระที่มีผักคางะจิ้มกับเกลืออร่อยสุดๆ มื้อแรกที่คานะซาวะก็ทำเอาประทับใจแล้วครับ