J-Story
20-09-2019

 

สัปดาห์นี้ของเริ่มจากการแนะนำของดีประจำสัปดาห์กันก่อนเป็นอันดับแรก อาจจะแปลกใจกันสักหน่อยว่าทำไมเราถึงเฉลยกันง่ายๆไม่บุกป่าฝ่าดงไปตามหาเหมือนของดีที่ผ่านๆมา ขอออกตัวก่อนเลยว่านอกจากของดีที่เราอยากจะนำเสนอแล้วเรายังพบเรื่องราวดีๆระหว่างการเดินทางที่อยากจะบอกต่อให้กับทุกๆท่านได้รับรู้ เหมือนกับที่เราได้ไปรับรู้และสัมผัสมา อย่ารีรอไปทำความรู้จักกับของดีประจำสัปดาห์นี้กันเลย

 

ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วเราอยู่กันที่เมืองอิโนะ ซึ่งอยู่ในส่วนกลางของจังหวัดโคจิเราตื่นกันแต่เช้าตรู่ออกเดินทางไปยังฝั่งตะวันออกของจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตรปลูก “ส้มยูซุ” พืชในเขตอบอุ่น ผิวสีเหลืองเปลือกหนา  กลิ่นหอม  รสเปรี้ยวเหมือนกับมะนาว บริเวณผิวมีน้ำมันกลิ่นหอมช่วยผ่อนคลาย และน้ำมันยูซุมีคุณสมบัติช่วยในการไหลเวียนโลหิตได้ดี ในปีหนึ่งจะสามารถเก็บผลส้มยูซุได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นคือในช่วงเดือน พฤศจิกายน แต่การดูแลตั้งแต่ออกดอกจนกว่าจะเก็บผลได้นั้นต้องรอกันถึง 6 เดือน ถึงจะเก็บได้แค่ปีละครั้งแต่ที่จังหวัดโคจิสามารถผลิตได้เป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วน 51% ของผลผลิตส้มยูซุรวมทั้งหมดในประเทศ เจ้าส้มยูซุจึงได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดโคจิ  

เมื่อรู้จักกับเจ้าส้มยูซุกันพอหอมปากหอมคอกันแล้ว มาพบกับเรื่องราวดีๆความเป็นมาที่น่าประทับใจและเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดานใจให้กับหลายๆคนกับ ส้มยูซุแห่งหมู่บ้านอุมาจิ ขออนุญาตเล่าความเป็นมาตั้งแต่แรกเริ่มให้ฟังว่า บริเวณแถบตะวันออกของจังหวัดโคจิจะมีภูมิประเทศที่เป็นชายฝั่งทะเลที่ติดกับภูเขาสูงซึ่งเป็นแหล่งของป่าต้นสนพันธุ์ดีที่สุดในญี่ปุ่น จึงเกิดเส้นทางรถไฟหัวจักรขนไม้จากป่าสู่เมืองชายฝั่งทะเล ไม้สน Yanase Cedar ที่มีประวัติอันยาวนานซึ่งใช้ในการก่อสร้างสถานที่สำคัญมากมายในญี่ปุ่น เช่นวัดบุคโคจิ ปราสาทนิโจที่เกียวโต ปราสาทเอโดะและอีกมากมาย เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีคุณภาพสูงที่มีความหนา มีกลิ่นหอมเฉพาะ มีสีชมพูคุณภาพสูง เป็นไม้สนที่ดีที่สุดในประเทศ ทำให้บริเวณเมืองทางตะวันออกของโคจินั้นเป็นบริเวณอุตสาหกรรมทำไม้ มีความรุ่งเรืองและมั่งคั่ง เส้นทางรางรถไฟขนไม้นี้เริ่มใช้ตั้งแต่ปลายสมัยเมจิจนถึงปีโชวะที่ 38 ซึ่งหมู่บ้านอุมาจิก็เป็นหนึ่งหมู่บ้านที่เจริญรุ่งเรืองและอยู่ได้โดยการทำอุตสาหกรรมไม้ในช่วงนั้น

หมู่บ้านอุมาจิแห่งนี้อยู่ท่ามกลางหุบเขาทางตะวันออก ในจังหวัดโคจิ เกาะชิโกกุ แฝงตัวแอบอยู่ในป่า จึงมีชื่อหมู่บ้านที่แปลว่าตามตัวได้ว่า ทางม้า เนื่องจากในสมัยก่อนมีแต่การใช้ม้าเท่านั้นจึงจะเข้าถึงหมู่บ้านนี้ได้ มีเนื้อที่ 97% ของพื้นที่หมู่บ้านเป็นภูเขา ป่าในแถบนี้ถือเป็นเขตป่าที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีวัฒนธรรมการเรียกชื่อของคนหมู่บ้านที่มีความแตกต่างจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นปกติคือ จะเรียกกันด้วยชื่อตัวเองไม่เรียกชื่อสกุลเพราะเชื่อว่าเป็นการสร้างความเท่าเทียมและความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมของทุกคนในหมู่บ้าน

แต่แรกอุมาจิเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมทำไม้โดยการพึ่งพิงรัฐเพียงอย่างเดียว จนเมื่อปี 2532 ถึงยุคตกต่ำที่สุด เมื่อบริษัททำไม้ล้มละลาย ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของทุกคนในหมู่บ้านนี้จึงต้องหาทางออกใหม่ เช่น การแปรรูปไม้เป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ส่งไปขายทั่วโลก ตลอดจนการก่อสร้างออนเซนในหมู่บ้านเพื่อทดแทนอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ร่วงโรยไปและไปสู่การส่งเสริมการปลูกส้มยูซุ จริง ๆ แล้วส้มยูซุเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยยุคนาราประมาณปีค.ศ. 797 ซึ่งนำมาจากทางตอนเหนือของแม่น้ำแยงซี ประเทศจีน แต่ก็ยังปลูกไม่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น แต่ในช่วงตกต่ำของอุตสาหกรรมไม้นั้นเองที่ทางรัฐบาลมีการสนับสนุนให้พื้นที่ทางตะวันตกของประเทศปลูกส้มยูซุ อย่างไรก็ตามเพราะการส่งเสริมการปลูกส้มชนิดนี้กันอย่างกว้างขวางในหลายจังหวัดแถบตะวันตกของญี่ปุ่นและในหมู่บ้านอุมาจิเองก็นิยมปลูกกันในทุกๆบ้านนั้น ทำให้เกิดภาวะล้นตลาดเศรษฐกิจของหมู่บ้านจึงยิ่งหดตัวลงอีกครั้ง ทำให้เห็นได้ว่าการที่เราทำอะไรตาม ๆ คนอื่น ๆ นั้นจึงไม่ใช่หนทางแห่งความสำเร็จอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อเข้าตาจนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดจึงเกิดการต้องเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจอย่างมืออาชีพของหมู่บ้านจึงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อมีผลผลิตที่เยอะ ไม่มีตลาดขาย ทางหมู่บ้านต้องสร้างตลาดขึ้นมาเองไม่รอพึ่งพารัฐบาล หรือพ่อค้าคนกลาง จึงเกิดการตั้งสหกรณ์การเกษตรแห่งหมู่บ้านอุมาจิ เพื่อเป็นตลาดกลางรองรับผลผลิตของทุกๆครอบครัวในหมู่บ้าน กลยุทธ์คือการขายตรงและการวางขายตามร้าน เพื่อให้สามารถขายได้กำไรสูงสุดเพราะเน้นการติดต่อตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรหมู่บ้านอุมาจิมีลูกค้าจำนวนถึง 350,000 รายทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้นยังสร้างโรงงานแปรรูปส้มยูซุชื่อว่า ยูซุโนะโมริ มาเพื่อแปรรูปส้มยูซุเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ของหมู่บ้านอุมาจิเอง และส่งออกขายไปยังทั่วประเทศ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะ ประเภทของกินอย่าง เครื่องปรุงอาหาร อาทิ ยูซุโคโช น้ำจิ้มพอนสึ น้ำส้มปรุงรส ผงยูซุรสเผ็ด หรือจะเครื่องดื่มน้ำส้มยูซุพร้อมดื่ม ของหวาน แยม เจลลี่ ไอศกรีม และไม่หยุดเพียงเท่านั้นยังมีส่วนของการวิจัยพัฒนาสินค้าเครื่องสำอาง สกินแคร์ โฟมล้างหน้า ครีม เซรั่มบำรุงผิวหน้า และอีกมากมาย ซึ่งเชื่อว่าการวิจัยและพัฒนาสินค้าทุกชนิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอยู่เสมอจึงทำให้หมู่บ้านอุมาจิมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือความทันสมัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถึงหมู่บ้านแห่งนี้จะอยู่ในป่ากลางหุบเขาแต่ก็ทันสมัยไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เขามีโฮมเพจสำหรับขายผลิตภัณฑ์และเผยแพร่ข่าวสารไปได้ทั่วโลก ในปัจจุบันนี้สหกรณ์หมู่บ้านอุมาจิไม่เพียงแค่เลี้ยงดูหมู่บ้านตัวเองเท่านั้น ยังคงเป็นศูนย์กลางตลาดขายตรงที่รับผลผลิตส้มยูซุของหมู่บ้านอื่นๆในละแวกเดียวกันอีกด้วย

ในครั้งแรกที่ชิมรสชาติของส้มยูซุนั้นส่วนตัวคิดว่าในญี่ปุ่นยังมีส้มชนิดอื่นที่มีรสชาติอร่อยกว่าส้มยูซุที่มีแค่รสเปรี้ยวกับกลิ่นหอมๆไม่ได้ประทับใจอะไรมากมาย แต่เรื่องราวตลอดการเดินทางครั้งนี้ทำให้เปลี่ยนความคิดในครั้งแรกไปว่าส้มยูซุที่มีประวัติศาสตร์นั้นเองที่ทำให้ส้มยูซุแห่งอุมาจิมาอยู่ในใจของเราได้ และที่สุดของความประทับใจครั้งนี้คือบรรยากาศของวิถีชีวิตแบบฉบับหมู่บ้านชนบทแม้จะมีทางเข้าหมู่บ้านที่ยังคงลำบาก แคบและเล็ก แต่ยังคงมี "บางสิ่งที่เมืองใหญ่ทำหายไป"