J-Story
19-09-2019

 

วันนี้ตื่นเช้ามาทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแพลนของพวกเราคือจะไปตามล่าหนึ่งในของดีสุดขึ้นชื่อของโอกินาว่ากัน จะเดินไปที่ไหน เข้าร้านอาหารอะไรก็จะต้องเห็นเจ้าสิ่งนี้แทรกตัวอยู่ตามเมนู หรือร้านขายของฝากทุก ๆ ร้าน แม้แต่ว่าคนที่ไทยพอรู้ว่ามีแพลนจะต้องเดินทางไปโอกินาว่าก็ต้องออกปากฝากหิ้วกลับไทยกันคนละ 2 – 3 กล่อง ในเมื่อได้รับออเดอร์มาขนาดนี้ ก็ขอออกไปตามล่าถึงแหล่งที่มากันสักหน่อย ซึ่งสิ่งที่เราตามหากันวันนี้ก็คือ เจ้าอุมิบุโด หรือ สาหร่ายพวงองุ่น นั่นเอง พอพูดอย่างนี้แล้วสาหร่ายพวงองุ่นในไทยก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพจึงเป็นที่นิยมของเหล่าคนรักสุขภาพ ไร้ไขมัน แถมยังอร่อยกรุบ ๆ เคี้ยวเพลิน ๆ ทางทีมเราพอทราบแบบนี้จึงค้นหาข้อมูลฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นดูกันสักหน่อยหวังไว้ว่าจะไปเยี่ยมชมการเลี้ยงสาหร่ายของชาวโอกินาว่า เราก็พบกับฟาร์มที่ชื่อว่า Uminji Farm ซึ่งเป็นฟาร์มที่มีกิจกรรมในเยี่ยมชมฟาร์ม ดูขั้นตอนการเลี้ยง รวมถึงได้ทดลองเก็บสาหร่ายด้วยตัวเอง แถมยังมีบริการ Barbeque สุดชิวริมชายหาด ไม่รีรอแน่นอนก็เลยโทรเข้าไปจองแพคเกจแบบ Full course ซึ่งจะได้เก็บสาหร่าย ได้ทาน Barbeque และมีสาหร่ายให้ 50 กรัมหรือจะรับเป็นไอศครีมรสสาหร่ายพวงองุ่นให้เลือกตามความชอบ

ไม่รอช้าใส่เบอร์โทรศัพท์ฟาร์มลงใน GPS พอขึ้นจุดหมายปลายทางให้เราในแผนที่ปุ๊บก็เริ่มออกเดินทางกัน จากโรงแรมกลางเมืองนาฮะของเราขับลงใต้ไปยังเมือง อิโตมัน ตั้งอยู่ในจังหวัด โอกินาว่า ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ที่ปลายสุดทางตอนใต้ของเกาะโอกินาว่า ซึ่งบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่นิยมทำฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่น เราขับรถลงใต้ตามเส้นทางใน GPS มาในช่วงแรก ๆ ก็ยังคงเป็นถนนในตัวเมือง ขับมาสักครู่วิวสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนเป็นถนนเลียบริมทะเลใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เจอกับป้ายทางเข้าฟาร์ม Uminji Farm ก็ขับเข้าไปจอดรถ ดับเครื่องยนต์เรียบร้อยลงไปยังส่วนของออฟฟิศแจ้งชื่อที่จองไว้ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับและคอยพาเราเข้าไปเยี่ยมส่วนต่าง ๆ ของฟาร์ม โดยเราสามารถแพลนเองได้ว่าอยากจะทานอาหารก่อนหรืออยากจะเยี่ยมชมฟาร์ม ทำกิจกรรมเก็บสาหร่ายก่อน โดยแพลนของพวกเรามาถึงในช่วงเช้าเลยขอเดินเยี่ยมชมฟาร์มรับความรู้จากเจ้าหน้าที่ แล้วค่อยไปทานอาหารกัน

โดยเริ่มมาในส่วนแรกนั้นก็จะเป็นเรือนเพาะสาหร่ายที่มีบ่อน้ำเยอะแยะไปหมด เรียกได้ว่างงมากแน่นอนถ้ามาเดินชมเองเพราะหันไปทางไหนก็ดูเหมือนกันไปหมด แต่จริง ๆ แล้วนั้นแต่ละบ่อก็จะมีสาหร่ายที่แตกต่างกันออกไป โดยมีลำดับจากทางเข้าจะเป็นส่วนของบ่อสาหร่ายเบบี้ พอเราเดินเข้าไปด้านในเรื่อย ๆ ก็จะเป็นสาหร่ายที่มีอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปกติแล้วสาหร่ายพวงองุ่นจะเติบโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวมาทานได้นั้นจะมีความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 30 วันในช่วงฤดูร้อน และมากกว่านั้นนิดหน่อยในช่วงฤดูที่มีฝน เนื่องจากการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นจำเป็นจะต้องให้สาหร่ายได้รับแสงแดดมากพอซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญมากในการเจริญเติบโต

เริ่มมาในส่วนบ่อแรก ๆ สาหร่ายในช่วงทารกนั้นจะมีลักษณะเป็นก้านเกลี้ยง ๆ ที่มีกิ่ง ๆ แตกแขนงออกไปซึ่งยังไม่มีเมล็ดที่คล้ายกับองุ่น ซึ่งจริง ๆ ในส่วนนี้จะเป็นก้านหลักของสาหร่ายพวงองุ่นหรือคือเปรียบได้กับลำต้น พวกก้าน ๆ ที่เรียกว่าเบบี้สาหร่ายจะถูกนำมาเรียงในตะแกรงสี่เหลี่ยมที่ใช้ตาข่ายประกบกันเพื่อให้สาหร่ายได้ยึดตัว เบบี้สาหร่ายจะถูกนำมาเลี้ยงไว้ในบ่อน้ำที่เตรียมไว้โดยการสูบน้ำจากทะเลที่อยู่ติดกับฟาร์มขึ้นมาไว้ในบ่อน้ำ และมีระบบน้ำวนที่มีการหมุนเวียนน้ำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน้ำทะเลในบ่อจะมีการใส่สารอาหารเข้าไปเพิ่มเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของสาหร่าย ซึ่งสาหร่ายจะถูกเปลี่ยนบ่อในทุก ๆ 10 วัน ซึ่งสาหร่ายจะเจริญเติบโตเป็นพวงคล้ายองุ่นบริเวณกิ่งที่แตกแขนงจากก้านหลัก ทุก ๆ 10 วันจะยาวขึ้นประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร เดินกันไปจนเกือบสุดโรงเรือน เจ้าหน้าที่ก็ให้พวกเราหยุดลงตรงนี้พร้อมอธิบายว่า เราจะทำการเก็บสาหร่ายพวงองุ่นกันที่บ่อนี้ โดยเจ้าหน้าที่จะอธิบายวิธีการเก็บสาหร่ายให้กับพวกเราขั้นตอนต่อขั้นตอน เริ่มจากเราจะใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งจับบริเวณก้านหลักและหยิบขึ้นมาในกระบะที่มีน้ำทะเลเตรียมไว้ และเราจะทำการเลือกเด็ดกิ่งที่โตเต็มที่มีลักษณะคล้ายพวงองุ่น มีความยาวประมาณ 10 เซนติเมตรใส่ในตะกร้าเป็นอันเสร็จ เมื่อเจ้าหน้าที่สอนจบด้วยความร้อนวิชาก็เริ่มเก็บกันอย่างเมามันไม่กี่นาทีก็เต็มตะกร้าเป็นอันจบพิธี หลังจากทำกิจกรรมเสร็จท้องก็เริ่มหิวเหมือนนาฬิกาที่บอกว่าได้เวลาเที่ยงแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็นำพวกเราไปยังบริเวณศาลาโปร่งริมทะเล เพื่อเตรียมเตาย่าง เนื้อ ผักและที่สำคัญสาหร่ายพวงองุ่นสำหรับทานคู่บาร์บีคิว เจ้าหน้าที่ก็ย่างเหล่าบรรดาเนื้อ ไส้กรอก ผักต่างๆให้กับเราระหว่างรอก็มีเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ให้พวกเรานั่งจิบชมวิวทะเลคนละกระป๋องที่มีกับแกล้มเป็นสาหร่ายพวงองุ่นพร้อมน้ำจิ้มที่มีรสชาติหวาน ๆ เปรี้ยว ๆ เรียกได้ว่าเพลินอกเพลินใจเป็นอย่างมาก ไม่นานนักเหล่าบรรดาของย่างทั้งหลายก็เสิร์ฟให้เราพร้อมเต็มโต๊ะ อาหารอร่อย วิวทะเลงาม ๆ จิบเบียร์นุ่ม ๆ เรียกได้ว่าเป็นมื้ออาหารที่สุนทรีมาก ๆ เป็นการพักผ่อน ที่รู้สึกผ่อนคลายและท้องอิ่ม เมื่อท้องอิ่มแล้วก็ถึงเวลาบอกลากับทางเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรามาตลอดครึ่งวัน ออกเดินทางกลับเข้ามาในเมืองนาฮะอีกครั้ง

ใจกลางเมืองนาฮะเราเดินทางมาสู่บ้านเก่าหลังหนึ่งที่ในอดีตถูกสร้างขึ้นเป็นสถานีวิทยุในถนน Yachimun (เครื่องปั้นดินเผา) หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในปัจจุบันถูกปรับปรุงเป็นร้านอาหารที่เราสามารถเพลิดเพลินไปกับเหล่าอาหารพื้นเมืองแสนอร่อย ในบรรยากาศอาคารแบบเขตร้อนที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความตั้งใจในการเดินทางมาในวันนี้เราจะมาตามหาชาพื้นเมืองดั้งเดิมของโอกินาว่าที่มีลักษณะและวิธีการเดิมแบบเฉพาะตัว ที่มีชื่อว่า Buku Buku Cha เป็นชาที่เกิดจากการผสมชาร้อนและน้ำร้อนที่เกิดจากการต้มข้าว จากนั้นจึงนำมาตีให้เกิดฟองโดยที่ตีชา โดยเวลาดื่มเราจะดื่มฟองพร้อมกับน้ำชาร้อนซึ่งฟองที่มีลักษณะเฉพาะฟูเต็มถ้วย แม้ว่าเราจะตั้งทิ้งไว้เป็นชั่วโมงก็ยังไม่หายไป  ในภาษาโอกินาว่าจะเรียกฟองฟูแบบนี้ว่า Aa Buku ซึ่งจากการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องความเป็นมาของ Buku Buku Cha จะมีชาตีฟองที่คล้าย ๆ กันของ Kagoshima เรียกว่า Buku ในส่วนของความเป็นมานั้นเริ่มตั้งแต่สมัยเมจิจนถึงช่วงก่อนสงครามในสมัยโชวะ Buku Buku Cha บริเวณตลาดขายผ้าในเขต Higashimachi เมืองนาฮะ จะมีพ่อค้าแม่ค้าขายชา Buku Buku โดยวิธีการขายแสนจะเป็นเอกลักษณ์โดยจะนำเอาชา Buku Buku ใส่ถาดเทินบนหัวเดินขายเมื่อมีคนซื้อก็จะเอาถาดลงมาพร้อมที่ชงชาวางลงแล้วตีฟองชาในฟู ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงพูดกันว่าชาชนิดนี้เป็นชาที่หาดื่มได้เฉพาะในเมืองนาฮะเท่านั้น แล้วยิ่งในช่วงฤดูร้อนจะได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวเมือง นอกจากนี้ในครอบครัวของคนชั้นกลางขึ้นไป จะนิยมดื่ม Buku Buku Cha เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและเป็นชาที่นิยมดื่มกันก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็เสื่อมความนิยมไปหลังสงคราม เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ทำ Buku Buku Tea ถูกเผาทำลายไปในช่วงสงคราม ซึ่งชา Buku Buku Cha นั้นมีคุณสมบัติช่วยในการย่อยอาหารที่มีไขมัน จึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนที่รักสุขภาพ