J-Story
18-07-2019

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 7

 

      หลังเก็บองุ่นที่ Miharashi farm แล้ว คณะของเรามุ่งหน้าสู่เมืองเล็กๆอีกเมืองคือ Komagane ซึ่งถือว่าเป็นฐานบัญชาการใหญ่ของบริษัท Chuo Alps Kanko เจ้าภาพสำหรับทริปนี้ รถมาจอดยังที่พักในค่ำคืนนี้คือโรงแรมKomagane Kogen Resort Linx หนึ่งในโรงแรมหรูของเมือง แต่ยังไม่มีเวลาได้ชื่นชมเท่าไหร่เพราะมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวของเมืองมาคอยต้อนรับ พร้อมรอแนะนำที่พักและกิจกรรมต่างๆของเมืองให้เราทราบ ที่น่าสนใจคือที่เมืองนี้ยังไม่มีคณะทัวร์ไทยมาพักเลย สำหรับผมถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากเพราะมีนักท่องเที่ยวหลายท่านหลายคณะชอบของสดใหม่แบบนี้ เลยบอกเค้าไปว่าในความยากมักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ญี่ปุ่นปรบมือกันเกรียว มีกิจกรรมตัวนึงที่ผมสนใจมากและคิดว่าคนไทยกลุ่มนึงคงสนใจเช่นกันคือ การแข่งวิ่งมาราธอน

     ปัจจุบันมีการจัดวิ่งมากมายในบ้านเรา และเดี๋ยวนี้นักวิ่งหรือคนชอบวิ่งก็เริ่มออกไปวิ่งที่ต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งวิ่งมาราธอนระดับโลก 6 สนามที่ นิวยอร์ค บอสตัน ชิคาโก ลอนดอน เบอร์ลิน และโตเกียว แต่ก็จองกันยากมากๆถึงขั้นต้องจับฉลากกันก็มี พอทราบว่าเมืองKomagane มีจัดมาราธอนด้วยก็เลยเกิดไอเดียคิดจะพาคนไทยที่รักการวิ่งมาลองวิ่งที่นี่กันดู แต่เป็นฮาล์ฟมาราธอนระยะทาง 21.0975 กิโลเมตร กำหนดเวลาวิ่งไว้ที่ 3 ชั่วโมง 10 นาที ค่าสมัครคนละ 5,000 เยน ถ้าจะวิ่งแค่พอสนุกก็มีระยะทาง 5 กม.และ 3 กม.ให้สมัครด้วย

      ที่น่าสนุกก็คือ คนในเมืองจะออกมาเชียร์และเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี ของดีๆในเมืองนี้ก็จะถูกนำมาแจกให้นักวิ่ง ดูเป็นการวิ่งเพื่อสานสัมพันธ์กันเสียมากกว่า ที่สำคัญคือยังไม่เคยมีคนต่างชาติมาวิ่ง และถ้าเราจะจัดนักวิ่งไทยมาจริง ทางเมืองก็จะสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ตั้งแต่โควตาใบสมัครที่ได้วิ่งแน่นอน ที่พักในเขตเมืองเพื่อความสะดวกในการเตรียมตัว และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง รวมทั้งของที่ระลึกที่จะทำเป็นพิเศษสำหรับคนไทย

       หลังจากชื่นมื่นกับโปรเจคมาราธอนกันแล้ว ก็รีบไปเช็คอินเอาของเก็บขึ้นห้องเรียบร้อย ทีแรกเข้าใจว่าคงกินข้าวเย็นในโรงแรม เลยแอบเข้าไปสำรวจเห็นไลน์บุฟเฟ่ท์แล้วน่ากินมาก โดดเด่นที่สุดคือเตาเทปปังที่พ่อครัวย่างเนื้อออกมายั่วน้ำลาย เมนูอื่นก็น่าสนใจ แต่อดกินเพราะเจ้าภาพจัดให้ไปกินข้างนอก คิดในแง่ดีร้านท้องถิ่นคงมีอะไรน่าสนใจไม่งั้นคงไม่พาไป ร้าน Iroribisuisha (อิโรริบิสุยฉะ) ถูกใจผมสมกับที่เจ้าภาพพามา เป็นร้านอิซากายะขนาดย่อมดูอบอุ่น มีขวดเหล้าเรียงรายหลังเคาน์เตอร์พร้อมที่นั่งอยู่ฝั่งนึง อีกฝั่งเป็นที่นั่งญี่ปุ่นแบบห้อยขาได้ (Hori-kotatsu) เมนูมีทั้งสลัด ซาชิมิ เทมปุระ ยากิโทริ สุกิยากิปรุงสำเร็จ กินกันไปคุยกันไปอย่างออกรสออกชาติ พ่อครัว (หรือแม่ครัวก็ไม่ทราบ) ปรุงอาหารรสชาติเหมือนกินข้าวฝีมือแม่ เข้ากับบรรยากาศและความเป็นกันเองของร้านเป็นอย่างดี

       หลายร้านในญี่ปุ่นที่ได้ดาวฝรั่ง ระยะหลังเริ่มอยากคืนดาวเพราะบรรยากาศในร้านมันเปลี่ยนไป จากลูกค้าที่มากินเพราะรสชาติและจิตวิญญาน กลายมากินเพราะชื่อเสียงและการโพสท์รูปโชว์เพื่อน เมื่อลูกค้าดั้งเดิมเริ่มหายหน้า ร้านจึงโหยหาบรรยากาศเก่าๆ ดาวที่สูงส่งบนฟ้า หรือจะสู้ลูกค้าที่รู้ใจ  ในระหว่างกินผมถามเจ้าภาพว่า ที่เมือง Komagane มีอะไรขึ้นชื่อเป็นหน้าเป็นตาบ้าง เจ้าภาพเลยสั่งเมนูนึงมาให้ เป็นทงคัทสึราดซอส ผมสงสัยว่า นี่มันเมนูของเมืองไอสึวาคะมัทสึมิใช่หรือ เจ้าภาพบอกว่า ต้นตำรับต้องของโคมะงาเนะนะจ๊ะ ฝั่งโน้นเค้าเพิ่งมีแต่ของเรามีมานานแล้ว

       ผมเลยถามอีกว่า ถ้างั้นมีเมนูอื่นอีกมั้ยที่ไม่ต้องมานั่งกังขาว่าเป็นของใครกันแน่ เจ้าภาพนิ่งคิดอยู่พักนึงแล้วลุกไปที่เคาน์เตอร์กระซิบกระซาบอะไรไม่รู้กับเจ้าของร้าน ซักพักเจ้าของก็เอาถ้วยเล็กๆที่มี 3 หลุมเหมือนถ้วยน้ำจิ้มมาวาง มองไปในถ้วยดูคุ้นๆ เฮ้ย! นี่มันหนอนกับแมลงนี่ คำถามผุดขึ้นมาในหัวทันที คนญี่ปุ่นกินแมลงกันด้วยเหรอ ทบทวนความจำตลอด 30 กว่าปีที่เข้าออกญี่ปุ่นมา ไม่เคยรู้เลยว่าคนญี่ปุ่นกินแมลง เมนูแบบนี้แหละที่ตามหามานาน ว่าแล้วผมก็ยิงคำถามอุตลุดจนเจ้าภาพตอบแทบไม่ทัน สรุปสั้นๆว่า ชาวบ้านแถวนี้ทำเกษตรกันมานานที่สำคัญคือไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงเลยมีแมลงเยอะ ด้วยความที่ยากจนและห่างไกลจากทะเลจึงไม่มีสัตว์น้ำให้จับกิน แหล่งโปรตีนที่หาได้ง่ายที่สุดก็คือแมลง นี่มันเหมือนกับบ้านเราเลยนี่หว่า แสดงว่าภูมิปัญญาชาวบ้านนี่มันเป็นสากล ห่างกันตั้งหลายพันกิโลคิดออกมาได้เหมือนกันเลย เจ้าภาพยังบอกอีกว่า ตอนเด็กๆพ่อแม่ออกอุบายว่าถ้าอยากกระโดดสูงต้องกินตั๊กแตน พอโตมาหน่อยก็ตระเวนจับแมลงไปขาย ดูคล้ายๆบ้านเราเหมือนกัน คุยกันเรื่องนี้สนุกมากได้รำลึกถึงความหลังชื่นมื่นกันถ้วนหน้า

       กินข้าวเย็นเสร็จกลับโรงแรม คืนนี้เรามีโปรแกรมพิเศษสุดคือ การขึ้นไปนอนดูดาวบนดาดฟ้า ทางโรงแรมพาเราขึ้นไปบนชั้น3ซึ่งเป็นชั้นบนสุด แล้วออกไปที่ด้านนอกมีบันไดปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าอีกที มีผ้าปูรองและถุงนอนเตรียมไว้ให้ครบถ้วน พร้อมตะเกียงเล็กๆอีก2ดวง แหงนมองท้องฟ้าเริ่มเห็นดาวระยิบระยับบางส่วน หลังจากซุกตัวเข้าไปในถุงนอนกันเรียบร้อย เจ้าหน้าที่บอกให้เราหลับตาจนกว่าจะบอกให้ลืม เวลาเหมือนหยุดนิ่งลง ใบหน้าสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกของอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ทันใดที่เจ้าหน้าที่บอกให้เราลืมตา ท้องฟ้าเบื้องหน้ามันระยิบระยับพร่างพราวเต็มฟ้ากว่าตอนแรกมากนัก เป็นเพราะตะเกียงดวงเล็กถูกดับไป และก็เพราะการหลับตาเพื่อปรับสายตาที่คุ้นชินกับแสงเสียใหม่ ความลับอยู่ตรงการหลับตานี่เอง สรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าจึงมีนัยน์ตาราตรีดีกว่าคนหรือสัตว์ที่อาศัยในเมือง ท่านผู้อ่านไม่ได้เห็นดวงดาวเต็มๆตามานานแค่ไหนแล้วครับ สำหรับผม นี่คือความมหัศจรรย์อย่างที่สุด สามารถเห็นท้องฟ้าได้ชัดเจนกว่าเดิมมาก เห็นดวงดาว เห็นกลุ่มดาว และเห็นกระทั่งกาแล็กซี่ทางช้างเผือก แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการมาทริปนี้แล้วครับ ความสุขของการนอนดูดาวมันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้จริงๆ บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มีดวงดาวนับอนันต์ โลกเป็นเพียงหนึ่งจุดเล็กๆ อย่าว่าแต่มนุษย์ที่เล็กจ้อยด้อยค่ายิ่งนัก มันทำให้เรารู้จักประมาณตน ลดอีโก้ แต่เติมเต็มความอิ่มเอมในใจได้อย่างเต็มกำลัง คืนนั้นผมนอนหลับอย่างเป็นสุข เพราะเข้าใจในธรรมชาติและจักรวาลมากยิ่งขึ้น คนเราอายุสั้นนักเมื่อเทียบกับอายุของจักรวาลหรือดวงดาว จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับเวลาช่วงสั้นๆนี้ให้เต็มที่และสุดๆกันเถอะครับ