J-Story
07-06-2019

 

     ก่อนออกจาก Yamanaka Onsen เราแวะไปชมเรียวกังระดับ 5 ดาวชื่อ Yasohachi ที่ตั้งอยู่ห่างจากถนนสายหลักของเมืองออกไปหน่อย เหมาะสำหรับท่านที่ขับรถมาเอง ตอนจอดรถเห็นอาคารภายนอกก็ยังไม่รู้สึกว่าน่าสนใจ แต่พอเดินเข้าไปเจอล็อบบี้นี่เปลี่ยนความคิดทันที เรียวกังแห่งนี้ออกแนวญี่ปุ่นโมเดิร์นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มุมหนึ่งของล็อบบี้มีชุดเครื่องเสียงให้เราเลือกแผ่นซีดีนั่งฟังเพลงบนเก้าอี้เบาะหนานุ่ม เคาน์เตอร์เช็คอินออกแบบเป็นตู้ลิ้นชักให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีระเบียงด้านนอกเชื่อมต่อกับล็อบบี้เป็นที่นั่งชมวิว มีนาข้าวแปลงเล็กๆอยู่ติดกับเฉลียงไม้ เหมาะมานั่งอ่านหนังสือหรือผ่อนคลายยามเช้าและยามเย็นเป็นยิ่งนัก

       ขึ้นไปชมห้องพักยิ่งอยากมานอน เป็นห้องเสื่อแบบญี่ปุ่นที่มีระเบียงพร้อมบ่อแช่น้ำร้อนกลางแจ้ง มองออกไปเห็นทิวไผ่และธารน้ำ ไม่ต้องกลัวว่าคนข้างนอกจะมองเข้ามาเห็น เพราะมีม่านไม่ไผ่เตรียมไว้ให้สำหรับคนขี้อาย ถ้าเป็นผมคงเลือกรูดม่านขึ้นแล้วนอนแช่น้ำชมวิวฟังเสียงลำธารคงมีความสุขกว่ามาก แต่ถ้าไม่ชอบแช่ในห้อง บ่อออนเซนรวมของที่นี่ก็ดีเหลือคณา เปิดเข้าไปนี่ควันพุ่งฟุ้งกระจาย มีทั้งแบบในร่มและกลางแจ้ง มองเห็นวิวทิวไผ่และธารน้ำเช่นกัน สรุปว่าถ้าคราวหน้ามาเมืองนี้ ต้องมาพักที่ Yasohachi ให้จงได้

       เราขับรถย้อนกลับไปที่เมืองออนเซนอีกแห่งชื่อ Awara Onsen ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เมืองย่อยของ Kaga Onsen เพื่อไปเยี่ยมชมหมู่บ้านหัตถกรรม Yunokuni no mori เจ้าของเดียวกับ Tensyo ที่เราพักเมื่อคืน อาหารเที่ยงวันนี้ลองกินอาหารทัวร์ดูบ้าง เพราะที่นี่มีห้องอาหารขนาดใหญ่เหมาะกับกรุ๊ปทัวร์ เมนูมีให้เลือกหลายราคาตั้งแต่พันนิดๆไปจนถึงสามพันกว่า แต่ที่มีเสริฟในทุกเมนูคือกุ้งหวาน Ishikawa Amaebi เป็นเมนูเด่นอีกอย่างของจังหวัดอิชิกาวะ ซึ่งจับได้มากในเขตน้ำลึกของแหลมโนโตะ โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม ผมชอบกุ้งหวานอยู่แล้ว เจอของทั้งสดและหวานขนาดนี้มีหรือจะพลาด แกะเปลือกจิ้มแบบไม่ต้องกลัวเลอะกันเลย กินสดๆก็หวานเจี๊ยบหรือจิ้มโชยุนิดๆก็คุ้นลิ้นดี

      หมู่บ้านหัตถกรรม Yunokuni no mori นี่ใหญ่โตมิใช่น้อย เดินหนึ่งรอบต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 15 นาที แต่ถ้าเดินไปชมไปนี่อยู่ได้เป็นหลายชั่วโมงเพราะมีอาคารหลายหลัง แต่ละหลังก็มีงานหัตถกรรมที่แตกต่างกันออกไปอาทิ Kutani Ceramicware, Wajima Lacquerware, Yamanaka Lacquerware, Kaga Yuzen ผ้าไหมพิมพ์ลาย, Washi กระดาษญี่ปุ่น และ Gold Leaf แผ่นทองคำเปลว ซึ่งท่านสามารถทดลองทำงานหัตถกรรมเหล่านี้ได้แต่อาจจะไม่ครบทุกขั้นตอน คือพอให้ได้ทำและได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปนั่นเอง ถ้าไม่อยากลงมือทำแค่อยากซื้อ แต่ละร้านเค้าก็มีของวางจำหน่ายด้วย หากไม่ชอบงานแบบดั้งเดิมก็ยังมีงานสมัยใหม่อย่างการเป่าแก้วและทำกล่องดนตรีไว้รองรับด้วย

       ในบรรดาอาคารทั้งหมดมีอยู่หลังหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่ถึง 300 ปีเป็นเรือนน้ำชา และหากท่านสนใจก็สามารถเข้าร่วมพิธีชงชาได้เช่นกัน ระหว่างเดินเล่นฝนก็ตกๆหยุดๆ ทำให้เราเห็นการเตรียมพร้อมที่น่าประทับใจคือ มีร่มให้ใช้ในทุกจุดเช่น จากด้านหน้าตรงที่จอดรถก็มีรางขนาดใหญ่วางร่มไว้ให้ เดินกางไปถึงร้านไหนฝนหยุดตกก็คืนร่มไว้ที่ร้านนั้นได้ เดินๆไปฝนตกลงมาอีกก็ขอยืมร่มจากร้านใกล้ที่สุดได้ สะดวกและสบายจริงๆเลย

       ก่อนเดินทางกลับเข้าเมือง Kanazawa ยังมีสถานที่ๆน่าสนใจให้แวะชมอีกแห่งคือ Motorcar Museum of Japan ผมเคยได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสมาซักที ขับรถจากเมืองอะวะสึออกมาแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ออกแบบให้เหมือนกับอาคารสมัยเมจิและใช้อิฐแดงในการก่อสร้างถึง 250,000 ก้อน มองเผินๆก็ดูคล้ายกับสถานีรถไฟโตเกียวอยู่เหมือนกัน ภายในอาคารมี 3 ชั้น อัดแน่นไปด้วยรถเก่ามากกว่า 500 คัน เป็นรถตั้งแต่สมัยเมจิไล่มาไทโชจนถึงโชวะ ก็อยู่ราวๆช่วงปีคศ.1900-1970 ใครเป็นแฟนรถเก่าแฟนหนังย้อนยุคอย่าง Always : Sunset on Third Street มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง เจ้าหน้าที่พาผมเริ่มต้นจากชั้น 3 ไปชมรถยนต์พระที่นั่งของเจ้าหญิงไดอาน่าเมื่อครั้งเสด็จเยือนญี่ปุ่น และรถยนต์มาสด้า คาเพลลา ที่ปิดด้วยทองคำเปลวทั้งคัน ซึ่งเป็นมุมเด่นของชั้นนี้ นอกจากนั้นยังมีมุมของรถยนต์ยี่ห้อต่างๆทั้งยุโรปอย่าง Fiat, Citroen, Maserati และรถญี่ปุ่นหลากยี่ห้อ ซึ่งมีทั้งรถยนต์ รถสปอร์ต และรถบรรทุก ผมชอบใจมุมรถบรรทุก3ล้อที่หน้าตาคล้ายตุ๊กๆบ้านเรา เป็นรถบรรทุกยุคแรกๆที่ญี่ปุ่นผลิตขึ้นเอง เลยไม่แน่ใจว่าตุ๊กๆบ้านเรามีที่มาจากญี่ปุ่นหรือเปล่า นอกจากนี้ยังมีมุมจำลองห้องนั่งเล่นในบ้านคนญี่ปุ่นสมัยโขวะ สมัยเดียวกับฉากในหนัง Always ยิ่งทำให้เห็นภาพของยุคสมัยมากขึ้น

       ลงมาที่ชั้น2 เริ่มเห็นรถยนต์ที่คุ้นตาทั้งของฝั่งยุโรปอย่าง Cadillac, Mercedes-Benz, Jaguar, Austin และมุมเกียรติยศของรถญี่ปุ่นรุ่นเจ๋งๆอย่าง Subaru360, Honda Civic และแบรนด์เก่าแก่ที่คนไทยหลายคนลืมแล้วเช่น Toyopet Crown, Datsun Type12 นอกจากนี้ยังมีมุม Nissan ที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะรุ่น Skyline GT-R ที่โด่งดังมากในช่วงผมยังเป็นวัยรุ่น ใครเคยไปเที่ยวเมืองบิเอที่ฮอกไกโดแล้วได้ไปดูต้นไม้โดดเดี่ยวชื่อ Ken & Mary ก็มีที่มาจากโฆษณา Nissan Skyline นี่แหละ นอกจากนี้ก็ยังมีพวกรถขนาดเล็กมินิคาร์ของญี่ปุ่นที่ออกมาในยุคน้ำมันแพงอย่าง Suzuki Fronte, Mazda Carol, Mitsubishi Minica, Honda N360 รวมทั้งจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไขค์ก็มีให้ชมในชั้นนี้ด้วยเช่นกัน


 

          เดินดูอยู่เพลินๆจู่ๆเจ้าหน้าที่มาถามว่า พัฒนาซังอยากเข้าห้องน้ำมั้ย มันดูแปลกๆแต่ก็บอกไปว่า กำลังอยากเข้าอยู่พอดี เจ้าหน้าที่ยิ้มพร้อมกับบอกว่า นอกจากรถยนต์แล้วความภูมิใจอีกอย่างของที่นี่คือห้องน้ำ ว่าแล้วก็พาผมไปชื่นชมห้องน้ำซึ่งเป็นจริงดังที่เจ้าหน้าที่ว่าครับ เพราะทั้งโถฉี่ โถส้วม ชักโครก นี่เป็นแบบนานาชาติ ก็คือการนำเครื่องสุขภัณฑ์ของชาติต่างๆมาประกอบในห้องน้ำทั้ง 3 ชั้น เลยทำให้ห้องน้ำกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สุขภัณฑ์ขนาดย่อม ถือเป็นกิมมิคที่ดีอย่างหนึ่ง เป็นการผ่อนคลายเรื่องหนักๆอย่างรถยนต์ได้อีกด้วย

ออกจากส้วมเดินลงชั้นล่างสุดที่รวมแบรนด์หลักคุ้นหูอย่าง Roll-Royce, BMW, Ford, Volvo, Volkswagen และ Toyota รวมทั้งรถเมล์ London Bus ให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกได้ด้วย สรุปว่าที่นี่ดีมากๆเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ