J-Story
09-10-2018

 


                คิดอยู่นานว่าจะตั้งชื่อตอนใหม่ว่าอย่างไร ตรึกตรองอยู่นานมาก สุดท้ายเลือกเอาความรู้สึกที่แท้จริงหลังกลับจากทริปมาตั้งเป็นชื่อตอนว่า “Ishikawa น่าไปมาก” อย่างแรกสุด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่คุ้นกับชื่อจังหวัดอิชิคาวะ หลายท่านไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอยู่ตรงไหน ก็เลยไม่ทราบว่ายังมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆที่น่าสนใจอีกมากมาย อย่างที่สอง ผมซึ่งไปญี่ปุ่นมาครบแล้วทั้ง47จังหวัด ทริปนี้เปิดโลกทัศน์ให้ผมรู้ว่า ยังมีสถานที่ที่เราไม่รู้จักและไม่เคยไปอีกมาก การไปมาครบทุกจังหวัดไม่ได้หมายความว่าไปมาครบทุกแห่ง แหล่งที่เคยไปยังน้อยกว่าที่ไม่เคยมากนัก พอกลับมา บอกกับตัวเองว่า น่าไปมาก ต้องนำมาขยายให้คนไทยได้รู้จัก จะได้ไปเจอสิ่งดีๆที่น่าสนใจเหมือนกับที่ผมเจอมา


                ถ้าเอ่ยชื่อ Ishikawa มั่นใจว่าคนรู้จักไม่มากนัก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น Kanazawa คนรู้จักจะเพิ่มมากขึ้นในทันใด นี่คือสิ่งที่ผมบอกกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดอิชิคาวะไป ส่วนหนึ่งเดินทางมาถึงสนามบินคันไซนั่งรถไฟยาวมาลงที่คานะซาวะแล้วเปลี่ยนเป็นรถบัสไปหมู่บ้านชิราคาวะโก หรือกลับเส้นทางกัน ส่วนหนึ่งหาที่นอนแถวโทยามะก่อนเดินทางไปชมกำแพงหิมะบนเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นไม่ได้ เลยต้องมานอนที่คานะซาวะ และอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่มากนัก ตั้งใจมาเที่ยวคานะซาวะ แต่ไม่ทราบว่าคานะซาวะเป็นชื่อเมืองไม่ใช่จังหวัด อันที่จริงชื่อเมืองที่ดังเกินหน้าชื่อจังหวัดนั้นก็มีมากอยู่ อาทิ นาโกย่าจังหวัดไอจิ โกเบจังหวัดเฮียวโกะ โยโกฮามะจังหวัดคานากาวะ เซนไดจังหวัดมิยากิ และที่ทำให้คนสับสนอีกอย่างคือ สนามบิน จังหวัดอื่นๆจะใช้ชื่อเมืองเอกหรือจังหวัดเป็นชื่อสนามบิน แต่ที่จังหวัดอิชิกาวะ เมืองเอกคือคานะซาวะ สนามบินหลักคือKomatsu เลยยิ่งสับสนกันเข้าไปใหญ่ รอบนี้เลยถือโอกาสมาแนะนำของดีจากจังหวัดอิชิกาวะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันครับ


                จังหวัดอิชิกาวะอยู่ทางเหนือสุดของเส้นทาง Shoryudo ถ้าแปลกันให้ได้ใจความก็หมายถึง เส้นทางมังกรผงาด ที่เกิดจากความร่วมมือของ9จังหวัดใน 2 ภูมิภาคคือ Chubu และ Hokuriku ที่ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวใหม่เพื่อดึงความนิยมจากเส้นทางยอดฮิต Golden Route จากโตเกียวถึงโอซาก้า โดยกำหนดให้หัวมังกรอยู่ที่แหลมโนโตะจังหวัดอิชิกาวะ และหางมังกรอยู่ที่จังหวัดมิเอะ จะด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็ไม่ทราบที่หัวมังกรอยู่ที่จังหวัดอิชิกาวะ ผมเลยเหมารวมว่าหัวมังกรย่อมมีความโดดเด่นเป็นเอก มิเช่นนั้นคงรับตำแหน่งได้อย่างไม่สมศักดิ์ศรี พอลงไปดูในรายละเอียดยิ่งตอกย้ำความเป็นหัวมังกรยิ่งขึ้นไปอีก เพราะในประวัติศาสตร์ แคว้นKagaซึ่งก็คือจังหวัดอิชิกาวะในปัจจุบัน เป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดและร่ำรวยที่สุดในญี่ปุ่นยุคเอโดะ จนได้ฉายานามว่า Hyakumankoku อันมีที่มาจากหน่วยวัดอัตราการบริโภคข้าวของคนญี่ปุ่นหนึ่งคนในหนึ่งปีที่เรียกว่า Koku ส่วน Hyakuman แปลว่า ร้อยหมื่นหรือหนึ่งล้าน เมื่อนำมารวมกันจะมีความหมายว่า แคว้นที่สามารถผลิตข้าวให้คนหนึ่งล้านคนกินได้ตลอดปี ถามว่าเยอะมั้ย ถ้าตอบโดยไม่มีหลักฐานมันก็จะขาลอยนิดๆ ผมเลยไปสืบค้นข้อมูลด้านประชากรของญี่ปุ่นยุคต้นของเอโดะแล้วพบตัวเลขน่าสนใจดังนี้ ในปีคศ.1600 เมืองหลวงเกียวโตมีประชากรราวๆ 300,000 คน โอซาก้า 280,000 คน ชิซูโอกะ 100,000 คน ในขณะที่เอโดะเมืองแห่งศูนย์อำนาจในยุคแรกมีประชากรแค่60,000คน ถ้ารวมหัวเมืองใหญ่ๆอย่างฮากาตะ ยามากูจิ ซากาอิ อีกสองแสนกว่าคนเข้าไปถึงจะใกล้ล้าน เท่ากับว่าผลผลิตข้าวจากแคว้นคางะสามารถเลี้ยงดูประชากรของเมืองใหญ่ทั่วประเทศญี่ปุ่นได้ทั้งปี ในขณะที่ตัวเองมีประชากรแค่50,000คนเท่านั้น จึงเป็นแคว้นที่รวยมหารวย และด้วยความรวยล้นหลามเช่นนี้ จึงทำให้โชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสึ เกิดความไม่ไว้วางใจ เพราะเจ้าแคว้นคางะในยุคนั้นคือขุนศึกมาเอดะ โทชิอิเอะ (Maeda Toshiie) เพื่อนสนิทของ Toyotomi Hideyoshi ซึ่งทั้งคู่ทำงานให้กับสุดยอดขุนพล Oda Nobunaga และหลังจากโนบุนากะเสียชีวิตจากการถูก Akechi Mitsuhide คนสนิทวางแผนลอบสังหารที่วัดฮอนโนจิ และโทโยโทมิ ฮิเดโยชิล้างแค้นให้กับโนบุนากะแล้ว ก็ได้ขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบกับTokugawa Ieyasuสหายศึกคนสำคัญ ในที่สุดโทโยโทมิได้ขึ้นเป็นผู้นำในยุคนั้น จนเมื่อโทโยโทมิเสียชีวิตลง โทกุกาวะจึงได้โอกาสชิงแผ่นดินและก้าวขึ้นเป็นโชกุนและสร้างศูนย์อำนาจใหม่ที่เมืองเอโดะจนรุ่งเรืองเป็นเวลากว่า250ปี ในขณะที่มาเอดะ โทชิอิเอะซึ่งเรืองอำนาจอยู่ที่แคว้นคางะ ถึงแม้ว่าจะสนิทกับโทโยโทมิ แต่ก็เข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างดีว่าผ่านศึกสงครามมานาน จึงไม่คิดที่จะตั้งตนเป็นศัตรูกับโทกุกาวะ แต่ด้วยความที่รวยเสียเหลือเกิน โทกุกาวะจึงเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษ ส่งคนมาดูลาดเลาอยู่เสมอ เพื่อให้สถานการณ์ของแคว้นคางะมั่นคง มาเอดะจึงตัดสินใจไม่พัฒนาด้านการทหาร หากแต่ไปพัฒนาด้านศิลปะวัฒนธรรมแทน เพื่อพิสูจน์ให้โทกุกาวะเห็นว่า แคว้นคางะไม่มีความประสงค์จะตั้งตนเป็นใหญ่และเป็นศัตรูกับรัฐบาลของโชกุน แรกๆทางโทกุกาวะก็ยังระแวงอยู่ แต่พอได้เห็นว่า ตระกูลมาเอดะเชื้อเชิญศิลปิน พ่อครัว เกอิชา จากเกียวโตและเมืองอื่นๆมาที่แคว้าคางะ เพื่อพัฒนาอาหาร งานศิลปะ ตลอดจนสร้างย่านบันเทิงหลายแห่ง จึงค่อยคลายความกังวล และด้วยเหตุนี้ แคว้นคางะจึงเป็นแหล่งรวมของศิลปินในแทบทุกแขนง ส่งผลให้แคว้นคางะกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม ที่โดดเด่นแทบจะเทียบชั้นเกียวโตเมืองหลวงในยุคนั้นกันเลยทีเดียว และคุณงามความดีของการนี้ก็ยังตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้อย่างไม่ตกหล่น


                จังหวัดอิชิกาวะจึงเป็นจังหวัดที่ยังคงรักษาความเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมได้อย่างเหนียวแน่น แม้เวลาผ่านไปนานหลายร้อยปี เนื่องด้วยภูมิประเทศที่อยู่ห่างไกลจากเส้นทางหลัก จึงไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติแห่กันมาจนล้นหลาม ความเป็นท้องถิ่นจึงยังมีให้เห็นอยู่มากกว่าเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ และด้วยความที่เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ทางจังหวัดจึงได้ส่งเสริมงานศิลปะยุคใหม่สอดแทรกลงไปในความเป็นเมืองเก่า ผสมประสานจนเป็นเอกลักษณ์ที่ผุดเด่น เป็นหัวมังกรของเส้นทางโชริวโดได้อย่างภาคภูมิ