J-Story
24-10-2017

 

J-Cruises ล่องเรือสำราญ Costa neoRomantica ตอนที่ 20

 

      หลังเรือออกจากท่า Kochi ได้ไม่นาน ผมก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหญ่เพื่อไปกินข้าวมื้อหรูที่ห้องSabatini’s ห้องอาหารระดับซิกเนเจอร์ของเรือ Princess ทุกลำ เรืออเมริกันแต่โดดเด่นด้วยอาหารอิตาเลี่ยน โดยเฉพาะเมนูพาสต้าที่ทำเส้นกันสดๆบนเรือ รังสรรค์โดยเชฟAngelo Auriana เชฟอาหารอิตาเลี่ยนแถวหน้าของอเมริกาผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหาร The Factory Kitchen และ Offcine Brera ในเมืองลอสแองเจลิส มีดีกรีระดับนี้การันตีถ้าไม่กินน่าเสียดายแย่ พอถึงเวลานัดหมาย 6 โมงตรง ผมไม่กล้าสายกลัวที่จะหลุดเพราะห้องนี้จุได้ไม่เยอะ กะด้วยสายตาน่าจะมีราวๆ 40 ที่นั่ง ผมเลือกโต๊ะกลมกลางห้องที่ดูหรูหราที่สุดให้สมกับมื้อพิเศษในค่ำคืนนี้ Mr.Sabino ผู้จัดการห้องอาหารมาต้อนรับและพาไปส่งยังที่นั่งด้วยตัวเอง หลังจากทักทายกันประหนึ่งสนิทกันมานานแล้วก็หยิบเมนูมาให้เลือก ดูไปดูมาสุดท้ายเราใช้แนวทางเดิมคือส่งมอบความไว้วางใจให้คุณ Sabino เลือกเมนูที่น่ากินมาให้

        ระหว่างรออาหารจานหลักขอเตร็ดเตร่ไปดูครัวเสียหน่อย เค้าจัดห้องครัวแบบเปิดสำหรับปรุงอาหารง่ายๆอย่างซุป สลัด พาสต้า ให้เห็นเป็นการเรียกน้ำย่อยกลายๆผมนี่ดูเพลินเลย พอกลับมานั่งที่โต๊ะคุณ Sabino เอาน้ำมันมะกอกแบบ Extra-virgin พร้อมน้ำส้ม Balsamic มารินใส่จาน กินคู่กับขนมปังกรอบแท่งยาว กรุบกริบๆไปได้ซักพัก อาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกก็มาเสริฟ เป็นพาร์มาแฮมสไลด์บางวางมาบนขนมปังกรอบคล้ายแคร็กเกอร์ พร้อมเครื่องเคียงมะกอกเขียวและดำแยกถ้วยมา เนื้อแฮมจากขาหลังของหมูดำนี่อร่อยมาก ยิ่งกินกับขนมปังกรอบยิ่งกลมกล่อม อาจจะขัดกับความคุ้นชินของหลายท่านที่ชอบทานพาร์มาแฮมกับเมล่อน กินสลับกับมะกอกดองตัดรสเค็มได้เป็นอย่างดี จานต่อมาเป็นชีสสดทำมือก้อนเท่ากำปั้นเด็กวางมาบนมะเขือเทศคาปาโช เห็นตอนแรกตกใจมากทำไมชีสมันใหญ่ขนาดนี้ดูท่าจะไม่รอด ลองฝานชีสดูปรากฎว่านุ่มมากเพราะเนื้อครีมยังไม่เกาะตัวกันดี มันเป็นอย่างนี้นี่เองที่ในเมนูเขียนไว้ว่า hand-formed cow’s milk cheese with creamy lava center กินคู่กับมะเขือเทศฝานบางชุ่มด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำมันมะกอกกับเกลือและพริกไทย สุดท้ายหมดเกลี้ยงทั้งจานครับ ตามติดมาด้วย Calamari Fritti หมึกชุบแป้งทอดเสริฟมาในภาชนะรูปกรวยดูเก๋ไก๋กว่าใส่จาน เนื้อหมึกกรอบหยุ่นที่ผิวนอกบวกความนุ่มหนึบของเนื้อในอร่อยได้โดยไม่ต้องจิ้ม แต่ก็มีครีมซอสรสกระเทียมและเลม่อนจัดเคียงไว้ให้ในกรณีต้องการเพิ่มรสชาติ เบรคคอร์สแรกด้วยซุปใสรสกลมกล่อมทำจากถั่วและหอยแมลงภู่เพื่อเตรียมรับรสชาติถัดไป ที่ว่ามาทั้ง4จานเป็นแค่เมนูเริ่มต้นเท่านั้น แอบรำพึงรำพันกับตัวเองว่า จะยืนระยะถึงของหวานได้มั้ยหนอ

       จานถัดมาพาสต้าที่ถือว่าเป็น Signature ของเรือ Princess เลยก็ว่าได้ มี 3 เมนูให้เลือก ตอนไปส่องที่ครัวเห็นผู้ช่วยเชฟปรุงอาหารทะเลในซอสมะเขือแล้วอยากกินมากเลยจิ้มตัวนี้ไป Spaghetti allo Scoglio ปกติผมไม่ค่อยชอบพาสต้าคลุกซอสมะเขือเทศ แต่จานนี้บอกเลยว่าโดนมากๆ ซอสมาแบบขลุกขลิกอัตคัดนิดๆ แต่ซีฟู้ดนี่นำเส้นมาเลยทั้งกุ้งและสารพัดหอย บอกแบบไม่อายเลยว่า อร่อยจนอยากเลียจาน อยากสั่งซ้ำอีกที่แต่ต้องเก็บท้องไว้ให้อาหารจานหลัก ในราคาที่จ่ายเพิ่มประมาณ30เหรียญสามารถสั่งเมนคอร์สได้หนึ่งอย่างจาก6เมนู แต่ถ้าอยากลองมากกว่าหนึ่งก็ต้องเพิ่มอีก10เหรียญต่อเมนู ไล่ๆแล้วอยากกินหมดเลย สุดท้ายก็มาจบที่เนื้อจนได้ สเต็กเนื้อขนาด10ออนซ์กำลังดีราดด้วยซอสปรุงรสทำจากกระเทียมและน้ำมันมะกอกเพิ่มรสชาติให้จัดจ้านขึ้น เป็นอีกเมนูที่ตอกย้ำว่าถ้าเป็นเรื่องเนื้อเรือPrincessไม่เคยทำให้ผิดหวัง อันที่จริงควรจะจบที่จานเนื้อ แต่พอดีว่าคืนนี้ที่ห้องอาหารหลักทั้ง5ห้องมีเมนูพิเศษคือล็อบสเตอร์ คุณซาบีโน่ไม่อยากให้เราเสียโอกาสเลยไปสอยมาเพิ่มให้เรา กลายเป็นเมน2จาน ก่อนจัดการจานนี้ขอลุกไปเดินเขย่าจัดพื้นที่ในกระเพาะแป๊บ หลังจากปลดตะขอกางเกงเรียบร้อยก็ได้เวลาละเลียด บอกตรงๆว่าไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ ด้วยปรามาสว่ามันคือเมนูที่บริการทุกคน จึงต้องออกแบบการปรุงสำหรับคนหลักพันที่ไม่สามารถใส่รายละเอียดได้มากเท่ากับทำทีละจาน แต่เพราะไม่คาดหวังจึงสมหวัง เนื้อล็อบสเตอร์ดีเกินคาด มั่นใจว่าไม่ใช่ล็อบสเตอร์สดแต่รสสัมผัสใกล้เคียงกับความสดมาก ยังคงรักษาแรงดีดสะท้อนเวลาเคี้ยวไว้ได้เยอะอยู่ ไม่นุ่มเละเหมือนร้านอาหารหรือโรงแรมบางแห่ง จานนี้ต้องขอชมเชฟใหญ่ที่หาวิธีบริหารจัดการรสชาติและความสดไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ถ้าไม่ได้กินคงเสียดายแน่และถึงแม้อิ่มจะแย่ แต่เมื่อเห็นเมนูของหวานก็อดไม่ได้ต้องลองชิม ลังเลเลือกไม่ได้ระหว่างช็อคโกแลตกับเค็กมะนาวจนคุณซาบีโน่บอกยูไม่ต้องเลือกเดี๋ยวไอยกมาให้ทั้ง2อย่าง ว่าแล้วก็หันไปสั่งบริกรให้จัดมา ผมว่านี่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของการมาล่องเรือสำราญ คือไม่มีการหวงเรื่องกิน มีความสามารถแค่ไหนสั่งได้เต็มที่ และพนักงานก็ไม่มีทีท่าอิดออด มีแต่เชียร์ให้กินโน่นนี่นั่นไม่หยุดหย่อน คุ้มค่ามากๆครับ

          หลังจากร่ำลาคุณซาบิโน่ที่มาจับมือแล้วจับมือเล่าพร้อมย้ำให้ผมจำชื่อเค้าให้ได้ ก็ต้องไปหากิจกรรมทำเสียหน่อย กลับห้องตอนนี้มีสิทธิเป็นกรดไหลย้อน เปิด Patter ดู หนังกลางแปลงคืนนี้ฉายเรื่อง The Lego Batman Movieดูจะไม่เหมาะนัก มีอีกกิจกรรมที่น่าสนใจคือ Rock n’Roll Dance Partyที่โถงเอนกประสงค์ชั้น 5 ไปฟังเพลงยุค 50-60 เสียหน่อยดีกว่า นักท่องเที่ยวอยู่กันไม่น้อยและมีคนร่วมเต้นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ได้ยินเพลง Jive แล้วขาแข้งมันพลอยขยับโดยไม่รู้ตัว แน่ะ!มีคนเต้นนำให้ด้วย คุณป้าที่ยืนด้านข้างรวมทั้งเด็กๆที่อยู่ด้านหน้าต่างพากันขยับ จะมัวรออะไรก็เต้นสิครับ ไม่ต้องอายใครเพราะมีแต่คนต่างชาติ การเต้นเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่น้อย ได้ทั้งความสนุกและความสุข ไม่ใช่เพราะชอบเต้นแต่เป็นเพราะได้สลายความเป็นชนชาติเหลือแต่ความบันเทิงที่ไม่ได้ปิดกั้นว่าเราและเขาเป็นใคร อาหารค่ำทำให้อิ่มรสสัมผัสแต่การเต้นในคืนนี้ทำให้อิ่มใจ อยู่เมืองไทยไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำแบบนี้ เป็นค่ำคืนที่ดีจริงๆครั