J-Story
13-09-2017

 

J-Cruises ล่องเรือสำราญ Costa neoRomantica ตอนที่ 18

    เช้าวันที่ 4 เรือเทียบท่า Hiroshima เวลา 7 โมงเช้า คนที่ซื้อทัวร์กับทางเรือทยอยออกเดินทางตั้งแต่ 8 โมงเป็นต้นไป ผมเคยมาฮิโรชิมะหลายรอบแล้วเลยขอตื่นสายหน่อย อาศัยจังหวะที่คนส่วนใหญ่ออกไปทัวร์เลยแอบไปนั่งกินอาหารเช้าแบบชิลล์ๆที่ห้อง International Dining ซึ่งมีให้สั่งทั้งเมนูฝรั่งและเมนูจีนไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ ผมโชคดีเจอเจ้าหน้าที่ชาวไทยอีกแล้วเลยสบาย ปล่อยให้น้องเค้าจัดการให้ จานแรกเป็นอิ่วจาก้วยกับน้ำเต้าหู้ บอกตรงๆว่าอร่อยกว่าที่ไต้หวันวันแรกเสียอีก อิ่วจาก้วยเนื้อนุ่มหนึบไม่กรอบ บางคนอาจไม่ชอบแต่ผมชอบเพราะเวลาจุ่มลงในน้ำเต้าหู้มันดูดซับน้ำได้ชุ่มฉ่ำกว่าแบบกรอบ จากนั้นก็มาซัดพวกของนึ่งต่อแต่ไม่ค่อยโดนเลยกินเหลือนิดหน่อย ต่อด้วยของหนักเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วกับไข่คนแบบจีนเสริฟมาในจานเดียวกัน เติมพริกตำลงไปหน่อยอร่อยใช้ได้ อิ่มมื้อเช้าเรียบร้อยก็สอยลาเต้ไปนั่งจิบต่อริมกราบเรือดูคณะทัวร์ทยอยออกเดินทาง พอคนเริ่มซาก็ถึงตาผมบ้าง จากประสบการณ์ล่องเรือ Costa รอบที่แล้วทำให้รู้ว่า แต่ละเมืองเค้ามีการจัดการเรื่องระบบขนส่งสาธารณะเข้ามารับถึงในท่าเรือทั้งแท็กซี่และรถบัส ใครถนัดแบบไหนเลือกใช้ตามชอบ

 

สำหรับท่าเรือฮิโรชิมะนี่ก็เหมือนกับอีกหลายท่าในญี่ปุ่นที่ถึงจะยังไม่มีอาคารผู้โดยสารแบบถาวร แต่จัดว่าพร้อมในทุกด้าน ผมนั่งรถรับส่งฟรีไปที่สถานีรถไฟเพื่อเข้าเมือง ใครจะไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะก็ไปสถานีเดียวกันนี่แหละแค่ขึ้นรถไฟคนละฝั่งเท่านั้นสะดวกสบายมาก รถไฟหรือจะเรียกรถรางก็ได้เพราะระบบขนส่งสาธารณะทางรางในเมืองฮิโรชิมะเป็นรถรางหรือ Streetcar ซึ่งใช้พื้นที่ร่วมกับรถยนต์บนพื้นผิวจราจรเดียวกัน มีชื่อเรียกสั้นๆว่า Hiroden ย่อมาจาก Hiroshima Dentetsu Kabushiki-gaisha หรือ Hiroshima Electric Railway นั่นเอง Hiroden เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี คศ.1910 และยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ นึกแล้วก็เสียดายที่บ้านเรายกเลิกไปหมด ถ้ายังอยู่คงสร้างสีสันให้การท่องเที่ยวได้อีกมาก

    ผมลงรถรางที่ข้าง Atomic Bomb Dome ซึ่งสะดวกมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเอง เดินๆอยู่เจอกรุ๊ปทัวร์จากเรือของเราอยู่ที่นี่กันพรึ่บ ความตั้งใจของผมไม่ได้เข้าเมืองมาเที่ยวแต่ตั้งใจจะมาหาของอร่อยกินครับ มาฮิโรชิมะมีไม่กี่อย่างที่ต้องกินและหนึ่งในนั้นก็คือ Okonomiyaki ทอดตาทั้งแผ่นดินญี่ปุ่นสุดยอดโอโคโนมิยากิก็ต้องที่โอซาก้าและฮิโรชิมะ แต่วิธีการปรุงไม่เหมือนกันนะครับของโอซาก้านั้นจะคลุกเครื่องและแป้งเข้าด้วยกันแล้วค่อยปรุงสุก ส่วนของฮิโรชิมะนั้นทำทีละชั้นเริ่มจากจี่แป้งกับเตาให้เป็นแผ่นบางๆเหมือนแป้งโรตีสายไหม ตามด้วยเส้นบะหมี่ กล่ำปลีซอย เครื่องเช่นเบคอน ของทะเล และบนสุดเป็นไข่ โรยหน้าด้วยต้นหอม เป็นอันเสร็จสิ้น แค่คิดก็อยากกินแล้ว เลยรีบดุ่มๆเดินไปยังร้านที่หมายตาไว้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงไปกันที่ Okonomi-mura ศูนย์รวมร้านโอโคโนมิยากินับสิบร้านบนอาคารหลังย่านช้อปปิ้ง Hondori แต่ร้านที่ผมติดใจอยู่บนถนนใหญ่เลยชื่อร้าน Benbe (อ่านว่าเบมเบ้) มองจากด้านหน้าดูไม่ออกว่าเป็นร้านโอโคโนมิยากิที่ต้องมีควันขโมงหน่อย แต่พอเปิดประตูร้านเข้าไปคือใช่เลย เตาเทปปังขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับทางเข้า มองเห็นพ่อครัวกำลังง่วนอยู่ มีที่นั่งหน้าเตาอยู่จำนวนนึง ที่เหลือเป็นโต๊ะเก้าอี้และ Horikotatsu ที่นั่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบมีหลุมไว้ห้อยขา ผมไปคนเดียวเลยเลือกนั่งหน้าเตาพร้อมถือโอกาสดูพ่อครัวทำอาหารไปด้วย ถึงแม้หลักในการปรุงของฝั่งฮิโรชิมะจะทำเป็นชั้นๆ แต่เทคนิคของพ่อครัวอาจจะต่างกันไป อย่างของร้านเบมเบ้ก็จะเริ่มจากจี่แป้งแล้วตามด้วยกล่ำปลีซอย ร้านนี้จะซอยก็ต่อเมื่อมีลูกค้าสั่ง จากนั้นก็ไปทำยากิโซบะอีกกองโดยมีเบคอนรองอยู่ด้านล่าง ระหว่างนั้นก็นำเครื่องซีฟู้ดที่ลวกสุกแล้วมาพักบนเตา ตัดกลับมาพลิกแผ่นแป้งและกล่ำให้สุกทั่ว พอเริ่มได้ที่ก็ตอกไข่โปะไปบนแผ่งแป้ง พลิกกลับอีกทีเพื่อให้ไข่สุกดีแล้วพลิกกลับ ราดซอสทับลงบนไข่ก่อนที่จะเอาทั้งชิ้นไปวางทับบนแผ่นยากิโซบะอีกที ตบท้ายด้วยซีฟู้ดด้านบนสุดแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยอย่างเยอะเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ เป็นโอโคโนมิยากิเจ็ดเลเยอร์ไล่จากชั้นล่างสุดคือ เบคอน ยากิโซบะ กล่ำปลี แผ่นแป้ง ไข่ หน้าซีฟู้ด และต้นหอม ซึ่งแต่ละร้านอาจมีการจัดลำดับสลับกันและวิธีการปรุงที่แตกต่างกันก็ได้ แต่ที่เหมือนกันหมดคือเป็นชั้นๆ ไม่ได้คลุกรวมเหมือนของโอซาก้า และของฮิโรชิมะจะต้องมียากิโซบะด้วยเสมอ คนที่นี่เค้ากินโอโคโนมิยากิประหนึ่งเป็นอาหารจานหลักคล้ายกับที่เรากินก๋วยเตี๋ยวเป็นมื้อเที่ยงนั่นแหละครับ และด้วยความสามารถระดับผมก็ยังไม่อาจกินชิ้นนี้ได้หมด เหลือเสี้ยวนึงประมาณ 1 ใน 6 ทิ้งไว้เป็นที่ระลึก ชำระบิลเสร็จสิ้นแค่พันนิดๆ ราคาพอกับกินราเมงบวกเครื่องเต็มพิกัดแค่นั้น ถูกและคุ้มมากๆครั

    อิ่มอร่อยจากร้านเบมเบ้แล้วขอเดินย่อยเสียหน่อย ย่านฮอนโดริเป็นแหล่งช็อปปิ้งหลักที่มีทั้งร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าอยู่ในแถบเดียวกัน ผมได้เครื่องสำอางค์และขนมติดไม้ติดมือไปฝากทางบ้านก่อนจะนั่งรถรางกลับท่าเรือ พอถึงสถานีปลายทางเหลือบไปเห็นซุปเปอร์มาร์เก็ตเลยลองเดินเข้าไปชม ใครที่ไม่ออกไปเที่ยวและต้องการซื้อแค่ของฝากจำพวกขนมจะเลือกมาที่นี่ก็เหมาะ เพราะมีของในหมวดอาหารการกินค่อนข้างครบถ้วน ผมเติมของฝากอีกส่วนหนึ่งเรียบร้อยก็เดินไปต่อคิวรถบัสกลับท่าเรือ ทว่าคนยืนเข้าคิวล้นออกมากนอกเต๊นท์ เลยตัดสินใจเรียกแท็กซี่เสียเงินอีกนิดหน่อยสะดวกกว่ากันเยอะ จ่ายค่ารถเสร็จเดินเข้าไปในอาคารผู้โดยสารก็พบกับความแปลกใจ อาคารที่เมื่อเช้ายังเงียบเหงากลับคลาคล่ำไปด้วยผู้โดยสาร ในอาคารแปรสภาพเป็นตลาดนัดขนาดย่อม มีร้านค้ามาเปิดมากมายส่วนใหญ่เป็นของกินและของฝากทั้งของสดและของแห้ง นัยว่าเอาไว้รองรับผู้โดยสารที่ซื้อทัวร์แล้วไม่มีโอกาสช็อปปิ้ง ทุกร้านเลยขายดี ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือร้านให้ยืมชุดยูกาตะใส่ซึ่งมีคนต่อคิวยาวไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีรถขายอาหารปรุงสำเร็จไว้บริการคนคิดถึงอาหารญี่ปุ่นอีกด้ว