J-Story
11-09-2017

 

J-Cruises ล่องเรือสำราญ Costa neoRomantica ตอนที่ 17

      เที่ยงวันพักผ่อนบนเรือแบบนี้ บุฟเฟ่ต์บนชั้น 14 ดูจะเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด ความหลากหลายของอาหารก็ดูเหมือนจะมากกว่าตอนค่ำซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่นิยมคอร์สเมนูกัน บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำจึงเป็นเสมือนตัวเลือกรอง มื้อเที่ยงวันนี้มีขาหมูไว้เอาใจผู้โดยสารชาวไต้หวันเป็นพิเศษ มีบะหมี่น้ำด้วยแต่หน้าตาดูจืดไปนิด วนไปวนมาหลายรอบ สุดท้ายก็มาจบที่บะหมี่หน้าจืดนี่แหละ ใส่พริกเพิ่มรสชาติลงไปหน่อยพอกินได้อยู่ ช่วงบ่ายเดินไปสำรวจสระว่ายน้ำเสียหน่อย บนเรือมีอยู่หลายตำแหน่งด้วยกัน หลักๆจะอยู่ชั้น 14 มีสระกลางแจ้ง Neptune และสระในร่ม Calypso บนชั้น 15 ก็มีที่หัวเรือใน Lotus Spa เป็นสระในร่ม และด้านท้ายเรือมีสระกลางแจ้งขนาดย่อมอีก 2 ตำแหน่ง ถ้าชอบความโรแมนติกแนะนำให้มาแช่สระท้ายเรือช่วงเย็นก่อนค่ำ ชมแสงอาทิตย์สีส้มตัดกับสีฟ้าหม่นของน้ำทะเล เป็นภาพมหัศจรรย์ที่หาดูไม่ได้จากบนผืนแผ่นดิน มุมหนึ่งของสระกลางแจ้ง Neptune มีร้านอาหารเล็กๆชื่อTrident Grill ใครไม่อยากกินในห้องอาหารปกติจะมาเปลี่ยนบรรยากาศที่นี่ก็ได้ เค้ามีเมนูล็อบสเตอร์ให้สั่งได้ 3 รายการและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มที่ละ 18-22 เหรียญ เห็นมีคนสั่งกินอยู่เหมือนกัน

    ในส่วนอื่นๆบนเรือก็มีกิจกรรมมากมายอาทิ สอนเต้น เล่นเกมส์ ขายของ แต่ตัวนึงที่ผมแปลกใจมากคือ มีการสัมมนาเกี่ยวกับศิลปะและสุขภาพด้วย ตอนแรกตั้งใจจะหยิบหนังสือไปอ่านที่ห้องสมุด พอเดินเข้าไปเจอคนเพียบเลยแปลกใจ ที่แท้ทางเรือเปิดรับจองทริปเรือสำราญพร้อมส่วนลด ผู้โดยสารที่สนใจสามารถจองโดยชำระค่ามัดจำเพียง 100 เหรียญ ที่สำคัญคือ 100 เหรียญนี้สามารถขอคืนได้ในกรณีเปลี่ยนใจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ดีมาก ผู้โดยสารชาวไต้หวันมาจองกันเยอะเลย เดินไปเดินมาแป๊บเดียวจะเย็นอีกแล้ว ต้องรีบไปอาบน้ำแต่งตัวเพราะคืนนี้มีกิจกรรมสำคัญของเรือคือ Captain’s Champagne Waterfall Party อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการล่องเรือสำราญโดยส่วนใหญ่ บรรดาผู้โดยสารจะแต่งตัวกันเต็มยศผิดหูผิดตาไปจากวันสองวันแรกที่ดูสบายๆ ต้องยอมรับว่าคนไต้หวันเค้าเตรียมตัวมาดีจริงๆ 5โมงกว่าๆเจ้าหน้าที่เริ่มนำแก้วแชมเปญมาเรียงทีละชั้นๆ (แอบลุ้นให้โค่นอยู่เหมือนกัน 5555) ใกล้จะทุ่มผู้โดยสารส่วนใหญ่มาชุมนุมกันที่ Atrium และพอได้เวลา Maitre d’Hotel คุณFrancois Ferat ก็เริ่มเชิญผู้โดยสารที่ได้รับการทาบทามแล้วออกมารินแชมเปญ จากนั้นก็เป็นการแนะนำเจ้าหน้าที่ระดับสูงบนเรือโดย Cruise Director หลักๆก็มี Hotel General Managerผู้ดูแลในส่วนของห้องพัก Maitre d’Hotel ผู้ดูแลห้องอาหาร Executive Chef พ่อครัวใหญ่ผู้ออกแบบเมนูและควบคุมการปรุงอาหาร Chief Engineer ผู้ดูแลระบบควบคุมการเดินเรือทั้งหมด และแน่นอนว่าต้องปิดท้ายโดยกัปตันเรือ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการในราวๆทุ่มสี่สิบห้า

 

    สองทุ่มตรงเป็นเวลานัดหมายสำหรับมื้อพิเศษในค่ำคืนนี้ พื้นที่ส่วนหลังของห้องอาหาร Horizon บนชั้น 14 ถูกปรับให้เป็น Sterling Steakhouse ห้องอาหารที่เน้นหนักไปทางสเต็กเนื้อ บรรดาคนรักเนื้อต้องไม่พลาด ย้ำว่า ต้องไม่พลาด สำหรับผมขอยกห้องนี้ให้เป็นมื้อที่ดีที่สุดของทริปเลย เริ่มตั้งแต่การปรับห้องบุฟเฟ่ต์ให้เป็นห้องอาหารที่แอบหรูดูดีด้วยม่านบางๆแค่ไม่กี่ผืนแล้วหรี่ไฟลงเล็กน้อย พร้อมทั้ง Restaurant Manager ที่หล่อมาก หน้าตาบุคคลิกเหมือน แอนโตนิโอ แบนเดอรัส ยังกะฝาแฝด ได้ใจสาวๆร่วมทริปไปตั้งแต่หน้าร้าน เมนูมีไม่มาก แบ่งเป็น Appetizers 3อย่าง ซุปและสลัด3อย่าง เนื้อ 7 อย่าง และเมนูสำหรับคนไม่กินเนื้ออีก2อย่าง ไม่รวมของหวาน อาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกคือ Black Tiger Prawn and Papaya Salpicon กุ้งกุลาดำตัวใหญ่เนื้อกรอบเด้งกับสลัดมะละกอเข้ากั๊นเข้ากัน จานที่สองเป็น Mediterranean-Style Spiny Lobster Cake, Tarragon Foam เหมือนทอดมันกุ้งลูกกลมใหญ่เท่าซาลาเปา เนื้อในนุ่มชุ่มฉ่ำด้วยรสกุ้งผสมสมุนไพร แค่ 2 จานแรกก็เริ่มหนักๆท้องแล้ว ยังมีซุปอีกถ้วยก่อนจานหลักจะมา คุณแอนโตนิโอ(ผมแอบเรียกเอง)เดินมาให้เลือกเครื่องเคียงกินกับสเต็ก ถามไปถามมาแกเลยบอกว่าไอจัดมาให้ยูหมดทุกอย่างเลยละกัน ฮั่นแน่!หล่อแล้วยังใจดีอีก เครื่องเคียง5อย่างประกอบด้วย เฟรนช์ฟรายส์ มันบด ผักโขมผัดกับครีม เห็ดผัด และแอสพารากัสย่าง ถ้ากินหมดทั้ง5อย่างนี่ไปเล่นเกมส์แข่งกินจุได้เลย และแล้วเมนูหลักที่สั่งไปก็ทยอยมา ในเมนูมีเนื้อให้เลือก7อย่างคือ New York Strip 340 กรัม Kansas City Strip เนื้อติดกระดูก 450 กรัม Rib-Eye 400 กรัม Fillet Mignon มี 2 ขนาดคือ 220 และ 280 กรัม Porterhouse ขนาดบิ๊กเบิ้ม 620 กรัม น้ำหนักพอฟัดพอเหวี่ยงกับ Cote de Boeuf ที่กินได้ 2 คน และสุดท้ายคือ Surf & Turf เนื้อ 170 กรัมกับล็อบสเตอร์ท่อนหางเหมาะสำหรับคนทานไม่จุ

      ของผมไม่ต้องคิดมากเห็นปุ๊บสั่งเลย New York Strip เนื้อสันติดมันที่นุ่มกำลังดี ย่างสุกปานกลางชุ่มฉ่ำเป็นที่สุด และด้วยขนาด 350 กรัมหลังจากซัดอาหารเรียกน้ำย่อยไป บอกเลยว่าถ้าไม่รักกันจริงนี่กินไม่หมดแน่ ต้องค่อยๆบรรจงหั่นบรรจงกิน กินไปคุยไปกับพี่เกลอไกด์คนเก่งผู้ซึ่งอาจหาญสั่ง Porterhouse ชิ้นมหึมา แต่ก็คุ้มเพราะได้ลิ้มรสทั้ง Tenderloin และ Striploinในชิ้นเดียว ยิ่งเป็นร้านนี้ก็ยิ่งคุ้มเพราะจ่ายเพิ่ม 29 เหรียญ ราคาเดียวแต่สามารถเลือกสั่งสเต็กแบบไหนก็ได้ พี่เกลอบอกมาทุกครั้งสั่งทุกครา ผมขอเฉือนฟากสันในมาชิมชิ้นนึง โอ้ว!นุ่มเหลือคณา ใครกระเพาะใหญ่ขอแนะนำชิ้นนี้เลย น้องที่มาด้วยกันสั่ง Rip-Eye แบบสุกมากิน โดนพวกแซวกันว่าเสียของ เนื้อดีๆแถมไม่ค่อยมีมันปรุงสุกเกินไปมันเลยไม่ค่อยนุ่ม อีกจานเป็น Fillet Mignon สันในนุ่มๆขนาด280กรัมย่างสุกปานกลาง แอบขอน้องชิมชิ้นนึง อื้ม!อร่อยไม่แพ้นิวยอร์คของผม พวกเราส่วนใหญ่เอนจอยกับสเต็กมากถึงมากที่สุด สงสารก็แต่น้องที่ไม่กินเนื้อ สั่งเมนูกุ้งมาปรากฏว่าหน้าตามันคือข้าวผัดกุ้งชัดๆ ใครไม่กินเนื้อห้ามมากินที่ร้านนี้เด็ดขาด เพราะจ่ายเพิ่ม 29 เหรียญ ก็ราวๆ 1,000 บาทได้ข้าวผัดกุ้งจานเดียวต้องมีเคืองแน่ๆ

เป็นเพราะเนื้อที่ทั้งใหญ่และอร่อยเลยทำให้เครื่องเคียงทั้งห้าแทบจะเป็นม่าย กระเดือกเนื้อชิ้นสุดท้ายลงไปด้วยความเสียดาย พร้อมกับคิดหนักว่าจะกินขนมต่อดีมั้ย ในเวลาแบบนี้ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าเครมบูเล่ของหวานขึ้นชื่อที่อิ่มแค่ไหนก็พอยังยัดลงไปได้ เป็นอันปิดคอร์สสเต็กเนื้อที่อร่อยและมีความสุขที่สุดในทริปนี้ของผมอย่างสวยงามประทับใจ