J-Story
11-09-2017

 

J-Cruises ล่องเรือสำราญ Costa neoRomantica ตอนที่ 16

      รถบัสกลับถึงท่าเรือ Naha ราวๆ 6 โมงเย็น เรือ Sapphire Princess จอดให้เห็นเด่นสง่าตั้งแต่หัวสะพานก่อนถึง จึงอดใจที่จะเดินย้อนกลับไปถ่ายรูปเรือเต็มๆลำไม่ได้ ภาพเรือภายใต้แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับฟ้าน่าประทับใจเป็นที่สุด กว่าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องก็เกือบทุ่มแล้ว ค่ำนี้เรามีจองอาหารค่ำไว้ที่ห้อง International Dining Room ชั้น 6 ท้ายเรือตอน 2 ทุ่ม เลยนัดหมายกันที่ข้างเคาน์เตอร์บริการลูกค้าจะได้สะดวกในการไปห้องอาหาร แต่ปรากฎว่าเราไม่สามารถไปได้จากชั้น6 เพราะระหว่างกลางลำเรือกับท้ายเรือเป็นห้องครัว จึงต้องขึ้นไปชั้น 7 แล้วใช้บันไดด้านท้ายเรือเดินลงมา อันนี้เป็นประสบการณ์ที่ท่านมีโอกาสเจอบ่อยในเรือสำราญทุกลำ ไม่ใช่แค่ลำนี้ลำเดียวครับ พอเดินเข้าไปในห้องอาหารเจอเจ้าหน้าที่คนไทยอีกแล้ว แบบนี้อุ่นใจดี เปิดเมนูดูไปพร้อมๆกับขอคำแนะนำ สั่งมาหลายอย่างอีกเช่นเคย ที่เด่นๆถูกปากมากเป็นพิเศษคือ ออร์เดิร์ฟปลาหมึกผัดกับหัวหอม เนื้อหมึกนุ่มรสชาติไม่จัดจ้านเกินไป ต่อด้วยอาหารทะเลในครีมซุป ทั้งหอยและปลาอร่อยมาก โดยเฉพาะซุปนี่วิดจนหมดถ้วยเหลือแต่เปลือกหอยไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น อีกจานที่ออกมาตอนแรกดูไม่น่ากินคือเนื้อผัดหัวหอม แต่พอชิมชิ้นแรกเท่านั้น เฮ้ย!อร่อยว่ะ เนื้อนุ่มมากรสชาติหวานนำเค็ม กินแป๊บๆหมดต้องสั่งซ้ำอีกจาน เมนูอื่นๆก็มาตรฐานไม่มีอะไรให้ติ ปิดท้ายด้วยของหวาน ไล่เรียงดูเมนูแล้วตัดสินใจสั่ง Creme Brulee ของหวานขึ้นชื่อของเรือ Princess เจ้าหน้าที่เสริฟมาปุ๊บไม่รีรอกดช้อนลงไปให้หน้าแตกทะลุถึงชั้นครีมที่เบาเกินคาด ความนุ่มละมุนหอมหวานอบอวลไปทั้งปาก อร่อยจริงสมคำรับรอง กินเสร็จขึ้นไปเดินย่อยชั้นดาดฟ้า แว่บไปส่องหนังกลางแปลงแป๊บๆ คืนนี้มีเรื่องBeauty and the Beast แต่ความที่วันนี้ทั้งร้อนและเหนื่อยจากการไปทัวร์มาตลอดบ่าย เลยขอบายกลับห้องไปอาบน้ำนอนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์คืนวันที่ 2

    เช้าวันที่ 3 วันนี้เป็นวัน At Sea หรือ Sea Days หมายถึงตลอดวันนี้จะไม่มีการแวะที่ท่าเรือไหนเลย จึงเป็นวันที่ทางเรือต้องจัดสรรกิจกรรมต่างๆมากเป็นพิเศษ และก็มักจะมีพิธีการสำคัญๆในวันแบบนี้ด้วยเพราะผู้โดยสารอยู่กันครบ ผมและทีมงานได้รับโอกาสพิเศษให้ขึ้นไปเยี่ยมชมสะพานเดินเรือ(Bridge)ที่ปกติจะไม่อนุญาติให้ผู้โดยสารหรือแม้แต่ลูกเรือที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปเป็นอันขาด หลายท่านอาจจะคุ้นกับคำว่า”หอบังคับการ”มากกว่า แต่ในภาษาการเดินเรือเค้าใช้คำว่า “สะพานเดิน”เรือหรือทับศัพท์ว่า Bridge ไปเลยก็ได้ ผมเองเคยเห็นแต่ในหนังทั้งเรือรบ เรือบรรทุกสินค้า หรือเรืออวกาศอย่าง Starship Enterprise ในหนังสตาร์เทร็ค เพิ่งมาเห็นของจริงเอาก็วันนี้แหละ ตั้งใจว่าจะไปขอจับมือกัปตันเสียหน่อย แต่พอขึ้นไปจริงๆตกใจมาก ทั้งสะพานเดินเรือมีเจ้าหน้าที่แค่4คนเท่านั้น ไหนล่ะกัปตันของผม ที่ดูในหนังมากัปตันมักจะอยู่บนนี้ไม่ใช่เหรอ ถามเจ้าหน้าที่ถึงทราบว่า ปกติกัปตันจะไม่เข้ามาถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉินจริงๆ เจ้าหน้าที่4คนที่ประจำการอยู่นี่เพียงพอแล้ว เพราะก่อนจะออกเรือต้องมีการกำหนดเส้นทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่ต้องกลัวว่าจะไปชนกับเรือลำอื่นๆ แผนที่เดินเรือยุคปัจจุบันสมบูรณ์มาก ทั้งเส้นทาง ร่องน้ำ ความตื้น วัตถุอันตรายในน่านน้ำต่างๆ แม้แต่สายเคเบิ้ลใต้น้ำก็มีระบุไว้ ไหนจะระบบนำร่องและระบบสื่อสารทันสมัยที่ติดตั้งบนเรืออีก เอาเป็นว่าถ้าไม่ใช่กรณีก่อการร้ายหรือแผ่นดินไหวฉับพลัน การเดินเรือนั้นปลอดภัยแน่นอน เจ้าหน้าที่บนสะพานมีหน้าที่ดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนเดินเรือที่กำหนด พร้อมตรวจสอบสภาพแวดล้อมของน่านน้ำรอบรัศมีเรือว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ ซึ่งคุณสมบัติหนึ่งของเจ้าหน้าที่บนนี้คือ สายตาต้องดีมากทั้งมองไกลในเวลากลางวันและมองชัดในเวลากลางคืน ผมมีโอกาสนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่พร้อมอรรถาธิบายหลายสิ่งหลายอย่างตั้งแต่ระบบนำร่อง ระบบขับเคลื่อน มาตรการความปลอดภัย พร้อมชี้ให้ดูมาตรวัดต่างๆ ที่แปลกใจที่สุดคือตัวควบคุมระบบขับเคลื่อนและทิศทางที่เล็กกว่าแท่งดินสอเสียอีก ผมสังเกตุเห็นว่าเจ้าหน้าที่ 2 ท่านนั่งอยู่หน้าแผงควบคุม 2 ชุดที่เหมือนกันเป๊ะ เลยอดถามไม่ได้ คำตอบคือ ทั้ง 2 ท่านต้องตรวจสอบทุกอย่างคู่ขนานกัน หากใครคนใดเห็นสิ่งผิดปกติที่ต่างออกไปต้องรีบตรวจเช็ค เพราะบางครั้งคนเดียวอาจผิดพลาดได้ อีกอย่างที่เห็นเค้าทำตลอดคือ ส่องกล้องทางไกลกันบ่อยๆ โดยมีเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่านรับหน้าที่ส่องอย่างละเอียดเพื่อยืนยันข้อมูลให้ตรงกับในเรดาร์ เจ้าหน้าชี้ให้ดูบนจอเรดาร์จะเห็นเรือทุกลำในรัศมีของเรา และสามารถดูข้อมูลได้ว่าเรือลำนั้นเป็นเรืออะไร วิ่งจากไหนไปไหน เส้นทางเรือเป็นอย่างไร จะมาตัดกับเส้นทางเรือของเราหรือไม่ เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยี่ในยุคปัจจุบัน ทำให้เรือทุกลำสามารถสื่อสารถึงกันและเข้าถึงข้อมูลของกันและกันได้ แต่เพื่อความปลอดภัยจึงต้องมีการตรวจทานด้วยสายตาอีกครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่อีก2ท่านรับหน้าที่ส่องกล้องอย่างละเอียดเพื่อยืนยันข้อมูลให้ตรงกับในจอเรดาร์ เจ้าหน้าที่ส่งกล้องมาให้ผมลองส่องดูเรือลำนึงที่อยู่ใกล้ที่สุดบนจอเรดาร์ ปรากฏว่าเป็นเรือสินค้าของบริษัทหนึ่งที่ตรงกับข้อมูลในจอคอมพิวเตอร์จริงๆด้วย รบกวนการทำงานมานาน เลยขอถามคำถามสุดท้ายว่าเค้าประจำการกันนานแค่ไหน คำตอบคือ กะละ 4 ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่แบบนี้3ชุดสลับกัน เพราะการนั่งอยู่ในห้องบังคับการนี้จะไปไหนไม่ได้เลยและว่อกแว่กไม่ได้ด้วย แม้แต่เข้าห้องน้ำถ้าไม่เต็มกลืนจริงๆก็จะไม่ไป ดังนั้นจึงไม่สามารถทำหน้าที่นานจนร่างกายและสายตาล้า ทราบดังนี้แล้วมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า การล่องเรือสำราญนั้นปลอดภัยจริงๆ จากนั้นผมก็ขอเดินสำรวจทั่วสะพานถึงรู้อีกว่า สะพานเดินเรือยุคใหม่สามารถมองเห็นตัวเรือได้เกือบทุกด้าน ยกเว้นเฉพาะท้ายเรือเท่านั้น จึงขอเตือนท่านที่จะมาเที่ยวเรือสำราญและพักห้องที่มีระเบียงว่า กรุณาอย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อ เพราะจากสะพานเดินเรือแทบจะมองเห็นหมดทุกห้องเลยครั

    จากห้องบังคับการมาสู่ห้องบังคับใจ วันล่องทะเลแบบนี้ กิจกรรมที่เปิดให้บริการกันตลอดคือคาสิโน หลายท่านมีคำถามมาว่า อยากล่องเรือในญี่ปุ่นอย่างเดียวไม่ได้เหรอ ทำไมต้องมีแวะไปประเทศอื่นด้วย ผมอนุมานเอาว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีกฏหมายรองรับเรื่องคาสิโน ดังนั้นเรือสำราญที่มีคาสิโนบนเรือจะไม่สามารถเปิดได้หากวิ่งแค่ในญี่ปุ่นเพราะจะกลายเป็น Domestic Cruises ต้องอยู่ภายใต้กฏหมายญี่ปุ่น จึงเลี่ยงบาลีด้วยการกำหนดเส้นทางมากกว่าหนึ่งประเทศกลายเป็นInternational Cruises และต้องวิ่งออกจากเขตน่านน้ำญี่ปุ่นแล้วจึงจะเปิดคาสิโนได้ อย่างเมื่อคืนตอนออกจากโอกินาวะก็ยังเปิดไม่ได้จน 2 ชั่วโมงหลังจากออกเดินทาง และวันนี้ผมดูจากเส้นทางเดินเรือแล้วบอกได้เลยว่า มีเวลาเสี่ยงโชคกันตลอดทั้งวันครั