J-Story
28-08-2017

 

J-Cruises ล่องเรือสำราญ Costa neoRomantica ตอนที่ 15

ดูหนังได้ครึ่งเรื่องจะหลับให้ได้เพราะลมเย็นสบาย ในที่สุดตัดสินใจกลับห้องพักอาบน้ำพักผ่อนก่อนดีกว่า หนังทุกเรื่องที่ฉายกลางแจ้งสามารถรับชมย้อนหลังจากทีวีในห้องพักของท่านได้เช่นกัน แต่คืนนี้ไม่ไหวขอหลับเอาแรงก่อน รุ่งขึ้นตื่นสบายๆเพราะเรือจะเทียบท่าโอกินาวะตอนบ่าย อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ 10 โมงแล้ว จะขึ้นไปกินอาหารเช้าก็อิหลักอิเหลื่อ ตัดสินใจหาอะไรง่ายๆ ตรงชั้น 5 กินรองท้อง ชักบัตรกาแฟมาสั่ง Cafe Latte แก้วนึง เล็งในตู้เห็นมีมัฟฟิน ครัวซองต์ เลยจัดมาทั้งคู่ ห้องพักอยู่ใกล้ก็ดีตรงนี้หิวเมื่อไหร่เดินมานิดเดียวแถมมีอะไรให้กินตลอด 24 ชั่วโมง กินเสร็จไปเดินเล่นดูโน่นดูนี่ซักพักก็ไปกินข้าวเที่ยงที่ Horizon Court จริงๆตั้งใจจะไปลองกินคอร์สอาหารกลางวันที่ห้อง Santa Fe แต่คนไต้หวันต่อคิวยาวมากเลยเปลี่ยนใจ กินเสร็จลงมาเตรียมเอกสารเพราะเป็นการเข้าประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกในการล่องเรือทริปนี้ ผู้โดยสารทุกคนต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองให้เรียบร้อย เพราะหากไม่ทำท่านจะเสียสิทธิในการลงท่าอื่นๆที่อยู่ในเขตประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด สำหรับท่านที่จะเข้าไปเที่ยวในเมืองไม่ว่าจะซื้อทัวร์กับเรือหรือไปเองนั้นไม่มีปัญหาเพราะต้องผ่านกระบวนการแน่นอนอยู่แล้ว แต่ท่านที่อยากพักผ่อนอยู่บนเรือต้องรบกวนสละเวลามาผ่านพิธีการให้เรียบร้อยเช่นกัน และต้องเสร็จสิ้นตามเวลาที่ระบุไว้ใน Patter เพราะเจ้าหน้าที่จะอยู่ประจำการตามเวลาดังกล่าวเท่านั้น

      บ่ายโมงครึ่งเรือเข้าเทียบท่า Naha ผู้โดยสารที่ซื้อทัวร์กับเรือนัดไปเจอกันที่ห้องอาหาร Vivaldi ชั้น 5 พอรับหมายเลขรถบัสเรียบร้อยก็ทยอยเดินออกจากเรือ ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองเหมือนปกติเพียงแต่แทนที่จะเป็นการประทับตราลงในหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่จะประทับตราลงในแบบฟอร์ม Landing Permit for Cruise Ship Tourist และเราก็จะใช้เอกสารฉบับนี้สำแดงแทนหนังสือเดินทางระหว่างแวะเมืองต่างๆตลอดการล่องเรือ และขอย้ำว่า”อย่าหาย” เพราะถ้าหายนอกจากจะไม่สามารถแวะลงท่าเรือไหนๆในญี่ปุ่นได้แล้ว ยังจะถูกปรับเป็นเงินถึง 2,500 เหรียญ อีกด้วย จากนั้นก็เดินออกไปเจอรถบัสที่จอดเรียงกันเป็นระเบียบ ขึ้นรถเสร็จสรรพก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางแรกที่ปราสาทชูริ บรรยากาศสองข้างทางดูแล้วไม่เหมือนญี่ปุ่นที่คุ้นตา ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน โอกินาวะยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นแต่เป็นอาณาจักรริวกิวที่มีอิสระและค่อนข้างกระเดียดไปทางจีน ในสมัยเอโดะอาณาจักรริวกิวถูกรุกรานโดยแคว้นสัทซึมะหรือคาโกชิมะในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีอิสระในการปกครองตัวเองเพียงแค่ต้องส่งเครื่องบรรณาการเท่านั้น จนกระทั่งถึงยุคปฏิรูปเมจิจึงถูกผนวกเข้าเป็นดินแดนหนึ่งของญี่ปุ่น และเปลี่ยนเป็นโอกินาวะจังหวัดที่ 47 ของญี่ปุนเป็นอันปิดฉากอาณาจักรริวกิวในปี คศ.1879 นอกจากจะเป็นจังหวัดสุดท้ายแล้ว โอกินาวะยังเป็นสมรภูมิสุดท้ายของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

    ปราสาทชูริตั้งอยู่บนเนินมองเห็นได้จากระยะไกล จากที่จอดรถชั้นใต้ดินต้องเดินขึ้นไปพอประมาณ ผู้โดยสารสูงวัยหลายท่านถอดใจตั้งแต่ประตูแรก เพราะต้องเดินผ่านทั้งสิ้น 3 ประตูจึงจะถึงตัวปราสาทสีแดงสดที่ดูยังไงก็จี้นจีน เสียดายที่รอบนี้มีการบูรณะจึงสวยน้อยไปนิด ยิ่งได้เดินดูข้างในก็ยิ่งยืนยันชัดเจนว่าอาณาจักรริวกิวในอดีตนั้นรับวัฒนธรรมจากจีนมามากกว่าญี่ปุ่น และเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมกับการเป็นจุดแวะพักของการเดินเรือ จึงทำให้อาณาจักรริวกิวมีบทบาทสำคัญในเชิงการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และเอเชียอาคเนย์ ก่อกำเนิดผลิตภัณฑ์ข้ามชาติหลายอย่างเช่น เครื่องปั้นดินเผายาชิมุน เครื่องแก้วริวกิว เหล้าอาวะโมริ ชมปราสาทเสร็จฝนลงเม็ดพอดี วิ่งไปหลบฝนที่ร้านค้า ด้านข้างมีร้านอาหารเห็นแล้วนึกอยากโอกินาวะโซบะขึ้นมาโดยพลัน ลองสั่งมาชิมชามนึง ถ้าดูจากหน้าตาควรเรียกว่าอุด้งมากกว่าโซบะ แต่ก็ชินแล้ว เพราะบรรดาอาหารจานเส้นต่างๆในญี่ปุ่นมีการเรียกที่ดูเหมือนจะไม่ตรงหลายอย่างเช่น Chuka Soba หรือ Shina Soba ที่จริงๆแล้วคือราเมง หรือ Sara udon ที่หน้าตาเหมือนหมี่กรอบราดหน้า และอย่าสับสนกับโอกินาวะราเมงเพราะเป็นคนละเมนูกัน โดยส่วนตัวผมชอบโอกินาวะโซบะมากกว่าเพราะน้ำซุปใสซดคล่องคอ เส้นแบนใหญ่คล้ายอุด้งก็เหนียวนุ่ม ให้รสสัมผัสเหมือนกินบะหมี่เป๊าะที่เริ่มหากินได้ยากในบ้านเรา เครื่องมี 2 อย่างคือ ลูกชิ้นปลาคามะโบโกะและหมูสามชั้นชิ้น ใหญ่แต่กินง่ายเพราะตุ๋นจนเปื่อยนุ่มทั้งชิ้น ต้องมีขิงดองและต้นหอมซอยใส่มาด้วยถึงจะครบถ้วน เป็นหนึ่งในเมนูเมื่อมาโอกินาวะแล้วไม่ควรพลาดครับ

    ระหว่างที่นั่งสูดเส้นก็มองเห็นเพื่อนร่วมรถทยอยเดินกลับ เลยต้องรีบสำเร็จกิจกินโดยไว กลับถึงรถก็พบว่าเป็นคนสุดท้ายแต่ยังอยู่ในเวลานัดหมายเลยไม่อายใคร รถออกเดินทางไปยังย่านช้อปปิ้งหลักของเมืองที่ Kokusai Dori หรือ ถนนขกไซ เป็นถนนเส้นตรงความยาวราว 2 กิโลเมตร สองข้างทางอุดมไปด้วยร้านค้าที่หนักไปทางของที่ระลึกจำพวกของฝาก สลับกับร้านอาหาร และร้านนั่งดื่ม มีหลายร้านที่น่าสนใจยกตัวอย่าง ร้านแรกขายเหล้าดองงู สุราท้องถิ่นขึ้นชื่อเพราะที่โอกินาวะงูพิษเยอะ เอามาดองเหล้าได้ไม่มีขาดแคลน คนท้องถิ่นบอกจิบวันละนิดสุขภาพดีแถมมีกำลังวังชาในเรื่องอย่างว่าประดุจงูพิษ ร้านต่อมาขายสับปะรดเพราะที่นี่ปลูกสับปะรดได้ผลผลิตดีและอร่อย พอดีก่อนมาผมดูรายการทีวีญี่ปุ่นแนะนำสับปะรดพันธุ์ Gold Barrel ว่าอร่อยที่สุดในญี่ปุ่น แล้วดันมาเจอพอดีแบบนี้มีเหรอจะพลาด จัดไปลูกละ 1,380 เยนคิดเป็นเงินไทยก็440บาท รสเข้มข้นหวานอมเปรี้ยวอร่อยสมราคา ร้านสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ Blue Seal เห็นเครื่องหมายการค้าคุ้นตาทันที แบรนด์บลูซีลเกิดขึ้นในโอกินาวะสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอเมริกันมาตั้งฐานทัพที่โอกินาวะและด้วยความที่สมัยก่อนคนญี่ปุ่นยังไม่นิยมบริโภคนมสดและผลิตภัณฑ์จากนม ทางกองทัพจึงอนุญาตให้มีการตั้งโรงงานผลิตนมสำหรับทหารอเมริกันขึ้นโดยเฉพาะใช้ชื่อว่า Foremost และมีผลิตภัณฑ์จากนมอีกหลายอย่างรวมทั้งไอศกรีมด้วย จนในภายหลังได้ย้ายออกมาจากเขตฐานทัพ คนโอกินาวะถึงได้มีโอกาสลิ้มลองไอศกรีมรสชาติอเมริกันอย่างจริงจัง และเปลี่ยนชื่อเป็น Foremost Blue Seal กลายเป็นไอศกรีมสัญชาติโอกินาวะไปในที่สุด เมื่อมาถึงแล้วต้องไม่พลาด โดยเฉพาะรสท้องถิ่นอย่างมันม่วงหรือมะระ ส่วนจะถูกปากถูกใจหรือไม่ต้องไปลองเองครับ