J-Story
28-08-2017

 

J-Cruises ล่องเรือสำราญ Costa neoRomantica ตอนที่ 14

ฟังเพลงได้ซักพักท้องเริ่มร้องต้องหาอะไรกินแล้ว ห้องอาหารตรงกลางเรือแถวAtriumใกล้ๆกับที่ผมนั่งฟังเพลงอยู่นี่มี5แห่งด้วยกันคือ Savoy, Vivaldi และ Alfredo’s Pizzeria ที่ชั้น 5 กับ Pacific Moon และ Santa Fe บนชั้น 6 โดยปกติตอนจองเรือถ้าไม่ระบุร้านมาล่วงหน้า ก็สามารถเข้าไปกินในห้องไหนก็ได้ถ้าว่าง แต่พอดีว่าเรือลำนี้ถูกเช่าเหมาลำ ทางเรือเลยมีการกำหนดห้องอาหารบางห้องให้กับกรุ๊ปทัวร์ไต้หวันล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะคณะทัวร์ก็จะไปกินในห้องที่กำหนด ส่วนพวกเราก็มีอิสระจะเลือกกินห้องไหนก็ได้ถ้ายังมีที่ และไม่ต้องเป็นกังวลว่าที่นั่นจะดีกว่าที่นี่ เพราะเมนูในแต่ละห้องจะเหมือนกันหมด ยกเว้นห้องพิเศษที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ค่ำนี้เราได้ที่นั่งในห้อง The Vivaldi และเป็นโชคดีที่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโต๊ะของเราคือพนักงานชาวไทยที่ช่วยหาที่นั่งให้เราเมื่อเที่ยงนั่นเอง นั่งเสร็จสรรพก็เปิดเมนูเลือกอาหาร มีเมนูให้เลือก 2 ด้านๆหนึ่งเป็นเมนูประจำวันที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตลอดการล่องเรือ อีกด้านเป็นเมนู Princess Favorites ที่จะมีบริการทุกค่ำอาทิ ซีซ่าร์สลัด เนื้อปลาแซลม่อนย่าง แฮมเบอร์เกอร์ ฯ ดูแล้วก็คือเมนูที่กินง่ายๆเผื่อมื้อไหนเจอเมนูประจำวันหรูหราเกินกำลัง ก็มีเมนูมหานิยมให้กินเปลี่ยนบรรยากาศได้เช่นกัน

    เมนูประจำวันของค่ำนี้มีให้เลือกถึง 12 รายการ บอกตามตรงว่าหนักใจมากเพราะอยากกินไปหมด เลยหันไปพึ่งบริการของคุณพัชมนผู้ดูและโต๊ะของเราให้ช่วยแนะนำจานเด็ดให้ ระหว่างรออาหารเลยถือโอกาสขอสัมภาษณ์ คุณพัชมนเล่าให้ฟังว่าบนเรือลำนี้มีลูกเรือชาวไทยประมาณ 30 คน ส่วนใหญ่จะปฏิบัติหน้าที่ตามห้องอาหาร เธอพบรักกับสามีบนเรือนี่แหละและทำงานมา 10 กว่าปีแล้ว ตอนนี้ยังชักชวนน้องและญาติมาทำงานบนเรือด้วย การทำงานบนเรือส่วนใหญ่เป็นสัญญาจ้างคราวละประมาณ 9 เดือน กินอยู่บนเรือมีความสุขดีเงินทองเหลือใช้ถ้าไม่เล่นพนันซึ่งเป็นข้อเสียอย่างเดียวของลูกเรือชาวไทย คุยกันไม่ทันไรอาหารก็ทยอยออกมา จานแรกเป็นค็อกเทลกุ้งและหอยเชลล์ราดด้วยซอสเสาวรสออกหวานอมเปรี้ยวชุ่มปากอร่อยดี จานต่อมาเป็นเปาะเปี๊ยะไส้ผักทอดมาร้อนๆแป้งกรอบกรุบไส้กลมกล่อม กัดไปถ้าไม่ระวังนี่มีปากพอง เช่นเดียวกับซุปหัวหอมที่หุ้มปากถ้วยด้วยแป้งพายแล้วนำไปอบ ตอนเสริฟมาไม่รู้หรอกว่าร้อนแค่ไหน แต่พอเจาะหน้าพายลงไปตักซุปขึ้นมาซดนี่ถ้าพรวดพราดมีลิ้นพอง ต้องค่อยๆเป่าแล้วสูดน้ำซุปอย่างนี้ได้อรรถรสดีมาก มาถึงจานหลักจากแรกเป็นปลาบาซาหรือดอร์รี่ชุบแป้งทอดท้อปปิ้งด้วยซัลซ่าสัปปะรดและมะละกอช่วยเพิ่มรสชาติของปลาให้จัดจ้านขึ้น และสำหรับคนรักเนื้อ ผมภูมิใจเสนอ Prime Rib ที่อบมากำลังดี แล่ออกมาเนื้อสีชมพูสวยสดดูนุ่มชุ่มฉ่ำเป็นที่สุด เนื้อนุ่มแบบที่ไม่ต้องออกแรงตัดเลย กินคู่กับซอสโรสแมรี่รสชาติไม่ผิดหวังอร่อยกว่ากินตามโรงแรมหลายแห่งเสียอีก นี่ถ้ามีพื้นที่ในท้องเหลือว่าจะสั่งต่ออีกจาน แต่คุณพัชมนสั่งเมนูจีนมาให้ลองชิมอีกอย่างคือ Kung Pao Shrimp ถ้าอ่านไม่ระวังจะนึกว่าเป็นกุ้งเผา แต่อันที่จริงมันคือเมนูมหานิยมเลยก็ว่าได้ เวลาไปกินร้านจีนที่เมืองนอก(มิใช่เมืองจีน)ต้องมีเมนู Kung Pao Chicken เสมอ เป็นเมนูจีนเสฉวนที่นำไก่ไปกับผัดซอส ซีอิ๊ว ถั่วและพริกแห้งจึงให้รสชาติที่จัดจ้านกินง่ายและราคาไม่แพง พอเอากุ้งมาผัดแบบ Kung Pao ก็ยกระดับเมนูธรรมดาให้หรูหราขึ้นมาทันที กุ้งตัวเบ้อเร่อเนื้อสดกรอบคลุกเคล้ากับรสชาติของซอสอย่างลงตัว เทียบชั้น Prime Rip จานก่อนหน้านี้ได้ไม่อายเลย เพราะให้ความรู้สึกเดียวกันคือกินหมดแล้วอยากกินต่ออีกจาน จบคอร์สของคาวอย่างอุดมสมบูรณ์พูนสุข

    มาถึงเมนูของหวานกันบ้าง จริงๆพี่เกลอ(หัวหน้าทัวร์)แนะนำมาแล้วว่ามาเรือ Princess นี่ห้ามพลาด Creme Brulee ที่เป็นของหวานขึ้นชื่อเด็ดขาด แต่พอส่องเมนูแล้วเห็นมี Chocolate Journeys เมนูพิเศษของคืนนี้เท่านั้น เลยตัดสินใจสั่งตัวนี้ เพราะแครมบรูว์เลนี่มีให้กินทุกมื้อไว้ค่อยกินวันถัดไปก็ได้อยู่ พักเดียวการเดินทางของช็อกโกแลตก็มาถึงตรงหน้า เป็นเค้กช็อกโกแลตหลายเลเยอร์ บนสุดเป็นแผ่นช็อกโกแลตบางกรอบรสเข้มมีเฮเซลนัตประดับหน้ามาด้วยหนึ่งเม็ด เป็นเฮเซลนัตจากแคว้น Piedmont ประเทศอิตาลี่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก เฮเซลนัตของที่นี่จึงถือได้ว่าเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ ชั้นถัดลงมาก็เป็นครีมฮาเซลนัทสลับกับเค็กช็อกโกแลตผสมฮาเซลนัต และมีซอส Citrus รสเปรี้ยวจากฟลอริด้าปาดมาในจานไว้เบรคความหวานของเค็กได้อย่างเหมาะเจาะ กินชิ้นนี้เสร็จยังไงก็ต้องมีอะไรมาล้างปาก จะเอาซอร์เบทหรือผลไม้ก็ได้เค้าจัดให้หมดไม่มีหวงของ เป็นอาหารค่ำมื้อแรกที่อร่อยและหนักหน่วงมากจนไม่อยากนึกถึงคืนต่อๆไปเลย

    ระดับความอิ่มมันมากเสียจนไม่อาจกลับห้องพักได้ ต้องไปเดินหาอะไรทำเสียหน่อย โชคดีที่พก Patter มาด้วยเลยช่วยได้เยอะ บนชั้น7มีทั้งคลับ บาร์ เล้าจน์ และโรงมหรสพ ซึ่งจะมีโชว์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป หรือจะไปนั่งเล่นคอมฯที่ Internet Cafe ก็ได้ถ้าไม่อยากสไลด์มือถือ ใกล้ๆกันมีแผงประดับรูปที่ถ่ายกันตั้งแต่ท่าเรือจนถึงกิจกรรมต่างๆระหว่างวัน ใครจะซื้อก็มาเลือกหยิบกันได้ตามชอบ บนชั้นนี้ยังมีร้านอาหารอีกแห่งที่เป็น Signature ของเรือ Princess ชื่อห้อง Sabatini’s เป็นห้องอาหารอิตาเลี่ยนที่พี่เกลอบอกว่าต้องลองเพราะอร่อยและคุ้มค่าที่จะจ่ายเพิ่ม เลยรีบจองที่นั่งไว้ในมื้อถัดๆไปกันพลาด และไหนๆก็จองห้องพิเศษแล้วเลยถือโอกาสขึ้นไปจองห้อง Sterling Steakhouse บนชั้น 14 ด้วยเสียเลยเพราะห้องนี้พี่เกลอกระซิบว่าสายเนื้อต้องไม่พลาด เสร็จสิ้นการวางแผนเรื่องกิน ก็ขอไปทำอะไรตามใจตัวเองอีกซักอย่าง ผมแอบเล็งโปรแกรมหนังคืนนี้ไว้แล้วเพราะยังติดใจฉากรบตระการตาของภาพยนต์ The Great Wall อยู่ เป็นหนังที่ดูซ้ำได้หลายรอบ ยิ่งเป็นการดูหนังกลางแจ้งบนเรือสำราญประสบการณ์ใหม่ด้วยแล้วยิ่งต้องไม่พลาด ใครที่ไม่เคยดูหนังกลางแปลงจะไม่เข้าใจอารมณ์แบบผม การได้นอนดูหนังจอใหญ่เครื่องเสียงกระหึ่มบนเตียงผ้าใบใต้แสงดาวนี่มันมีความสุขจริงๆ ยิ่งได้ผลไม้ที่ตักมาจากห้อง Horizon Court กินไปด้วยดูไปด้วยนี่เหมือนอยู่โรงหนังดีๆแบบวีไอพีกันเลยทีเดียวครับ