J-Story
28-08-2017

 

J-Cruises ล่องเรือสำราญ Costa neoRomantica ตอนที่ 13

ในทรรศนะส่วนตัวของผม การเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการใช้ชีวิตบนเรือสำราญคือ อ่านข้อมูลข่าวสารประจำวันให้ละเอียดและทำความรู้จักกับทุกส่วนของเรือให้เร็วที่สุด เพราะทันทีที่ท่านเข้าสู่ตัวเรือ กิจกรรมต่างๆก็จะเริ่มต้นโดยทันที อย่างเอกสาร Patter ของเรือ Princess วันแรกก็จะเป็นการแนะนำภาพรวมอาทิ รายชื่อของเจ้าหน้าที่ระดับสูง(Ship’s officers) ตารางการเดินเรือ(Itinerary highlights) พร้อมตารางกิจกรรมของวัน หลังจากนั้นก็ควรต่อด้วยการ Register บัตรเครดิตพ่วงเข้ากับ Cruise Card เสร็จแล้วก็เริ่มดำเนินชีวิตบนเรือสำราญกันเลย อย่างแรกคือไปกินข้าวเที่ยงก่อนครับ เรือทุกลำจะมีห้องอาหารบุฟเฟ่ต์หลักที่เปิดให้บริการทุกมื้ออยู่เสมอ ลำนี้อยู่บนชั้น 14 ด้านท้ายเรือชื่อห้อง Horizon Court แต่เนื่องจากเป็นมื้อแรกของทริป ผู้โดยสารส่วนมากจึงมาฝากท้องไว้ที่นี่ ทำให้ห้องที่กว้างขวางแน่นขนัดขึ้นมาทันใด ที่นั่งหายากพอควร แต่สุดท้ายเราก็ได้ที่นั่งด้วยความเอื้อเฟือจากลูกเรือชาวไทยที่ดูแลแอเรียนั้น ไลน์บุฟเฟ่ต์มีทั้งสองฝั่งใกล้ตรงไหนไปตรงนั้น แต่ก่อนที่จะเข้าไปในโซนบุฟเฟ่ต์ต้องทำความสะอาดมือของท่านด้วยเจลเสียก่อน อันนี้เป็นเรื่องจริงจังมากสำหรับเรือสำราญ ลองนึกภาพว่าถ้าผู้โดยสารส่วนหนึ่งเกิดติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารกันกลางทะเลจะเกิดความโกลาหลขนาดไหน ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการป้องกัน เพราะมือของเราไปหยิบจับอะไรต่อมิอะไรมาก็ไม่รู้ ถ้าไม่ทำความสะอาดก่อนหยิบจับหรือตักอาหารก็มีโอกาสที่เชื้อจะปะปนหรือแพร่กระจายได้ ดังนั้นขอให้ทุกท่านโปรดให้ความสำคัญกับขั้นตอนนี้ อย่ารำคาญเจ้าหน้าที่ๆกวดขันท่านทุกครั้งก่อนจะเข้าสู่โซนบุฟเฟ่ต์

สำหรับเมนูอาหารก็ไม่ต้องห่วงอุดมสมบูรณ์อย่างที่สุด เฉพาะเนื้อวัวนี่มีทั้ง แฮมเบอร์เกอร์ เนื้อสเต็ก และเนื้ออบ ไหนจะหมู ปลา ไก่ และอีกสารพัด ยังไม่รวมขนมอีกเหลือคณา แต่เครื่องดื่มมีแค่น้ำเปล่าและชา กาแฟเท่านั้น ใครชอบดื่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้(สำเร็จรูป) ผมแนะนำให้ซื้อแพ็กเกจ Soda & More เลย เพียงแค่ 31.50 เหรียญตลอดการล่องเรือ อย่างทริปนี้ 8 วัน 7 คืน เฉลี่ยแล้วตกวันละ 4 เหรียญเท่านั้นคุ้มมากๆ สั่งแค่มื้อละแก้วก็เกินคุ้มแล้ว กรรมวิธีในการซื้อก็ไม่ยุ่งยากแค่แสดงความจำนงค์กับเจ้าหน้าในห้องอาหารหรือเคาน์เตอร์เครื่องดื่มที่ไหนก็ได้ จากนั้นก็ยื่น Cruise Card ที่ได้พ่วงกับเครดิตแล้วให้เจ้าหน้าที่ หลังจากบันทึกข้อมูลเรียบร้อยท่านก็จะได้สติ๊กเกอร์เล็กๆแปะติดกับ Cruise Card มา 1 ชิ้น ทีนี้เมื่อไปกินข้าวที่ห้องไหนหรืออยากสั่งเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์ไหน เพียงแสดงบัตรที่มีสติ๊กเกอร์นี้ก็สามารถสั่งเครื่องดื่มได้ไม่จำกัดจำนวนตราบที่ยังอยู่บนเรือ แต่ต้องเป็นเครื่องดื่มในรายการที่เขาระบุเท่านั้นนะครับ และสำหรับท่านที่นิยมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง ทางเรือก็เตรียมแพ็กเกจที่เหมารวมทุกอย่างไว้ให้ด้วยเช่นกัน แต่ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีกเยอะ

    หลังอาหารเที่ยงผมรีบเดินสำรวจเรือก่อนเลย เรือ Sapphire Princess เป็นเรือขนาดความสูง 18 ชั้นยาว 282 เมตรระวางขับน้ำ 116,000 ตัน รองรับผู้โดยสารสูงสุด 2,670 คนและลูกเรืออีก 1,100 คน มีลิฟท์3ตำแหน่งหน้ากลางหลัง ศูนย์กลางของเรืออยู่ที่ Atrium บริเวณโถงชั้น 5 เชื่อมต่อกับชั้น 6 และ 7 ที่มีทั้งเคาน์เตอร์บริการ ห้องอาหาร คาเฟ่ บาร์ คาสิโน ร้านขายของ และโรงมหรสพ ส่วนพวกสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สปา อยู่บนชั้น 14-16 รวมทั้งโรงหนังกลางแจ้ง Movies Under the Stars ด้วย สำรวจได้ไม่ทันไรก็ต้องรีบกลับห้องเพราะจะได้เวลาซ้อมอพยพฉุกเฉิน (General Emergency Exercise) เรือแต่ละลำอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้างแต่ที่เหมือนกันหมดคือ เป็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติทุกครั้งก่อนเรือออกจากท่าและผู้โดยสารทุกคนต้องเข้าร่วม 4โมงตรงสัญญานดังขึ้น ผู้โดยสารทุกคนต้องหิ้วเสื้อชูชีพไปยัง Muster Station ของแต่ละคน ซึ่งขั้นตอนนี้แตกต่างจากของ Coata ตรงที่ใส่ไปเลยกับถือไป โซนแถวๆที่พวกเราอยู่ให้ไปรวมพลกันที่คาสิโน รอจนผู้โดยสารมาครบเจ้าหน้าที่ก็จะอธิบายขั้นตอนต่างๆแล้วถึงให้เราทดลองใส่เสื้อชูชีพตามจะได้เข้าใจทุกขั้นตอน บางคนแอบหลับระหว่างอธิบายก็มีเจ้าหน้าที่มาปลุก เป็นขั้นตอนที่จริงจังมากๆ ใครที่พลาดไม่มาซ้อมรอบนี้อย่าคิดว่ารอด ยังไงก็จะต้องถูกตามมาซ้อมในภายหลังอยู่ดีครับ

    เสร็จสิ้นการซ้อมทุกคนแยกย้ายกันกลับไปเก็บเสื้อชูชีพในห้อง บางคนเลือกพักผ่อน ในขณะที่อีกหลายคนรีบขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อเรือออกจากท่า เนื่องจากท่าเรือคีลุงไม่ได้กว้างมากเท่าไหร่เวลาจะออกสู่ทะเลต้องมีเรือเล็กคอยช่วยผลักดันตัวเรือให้ตรงกับร่องน้ำ จึงเป็นอะไรที่น่าดูมากเช่นกัน พอเรือออกจากท่าปุ๊บกิจกรรมก็เริ่มปั๊บ เริ่มด้วย Welcome Party ที่ Piazza บริเวณโถงชั้น 5 มีดนตรีสดๆมาเล่น ใครใคร่เต้นจะเริ่มเต้นเลยก็ได้  หรือจะไปล่าสมบัติกับกิจกรรม Treasure Hunt ที่ถูกออกแบบมาให้ผู้โดยสารไปสำรวจทั่วเรือด้วยการรวบรวมตราแสตมป์ให้ครบ 7 ดวง ก็มีสิทธิมาลุ้นรางวัลมูลค่า 1,000 เหรียญ แต่พวกร้านค้าปลอดอากรและคาสิโนยังไม่เปิดต้องรอให้ออกจากน่านน้ำไต้หวันเสียก่อน ผมเลยถือโอกาสนั่งเล่นดูกิจกรรมตรงชั้น 5 นี่แหละ เพราะมีที่นั่งเยอะและมีเพลงฟัง ด้านข้างมี International Cafe ที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ประกอบด้วยบาร์เครื่องดื่ม เคาน์เตอร์กาแฟ และสแน็คอาทิ คุกกี้ ขนมเค้ก ผลไม้ ซุป ฯ ได้โอกาสลองใช้สิทธิเครื่องดื่มฟรีแล้ว ผมเดินไปสั่งกาแฟลาเต้แก้วนึง ปรากฏว่าสติ๊กเกอร์ Soda & More ไม่ศักดิ์สิทธิ์ครับ เพราะเค้ารวมให้เฉพาะ Blend Coffee ธรรมดากับช็อคโกแลตเท่านั้น กาแฟอื่นๆอย่าง Latte หรือ Capuchino ต้องซื้อแพ็กเพิ่ม แหม่!ไหนๆก็มาล่องเรือหรูแล้ว จะมามัวจำกัดจำเขี่ยก็ใช่เรื่อง ซื้อซะเลยใบนึง เป็นบัตรกระดาษแข็งมีรูปวงกลม 8 วงไว้ให้เจ้าหน้าที่เจาะเวลาเราสั่งกาแฟ เจาะครบ 8 วงก็จบกัน สนนราคาใบละ 17 เหรียญ เฉลี่ยแก้วละ 2 เหรียญนิดๆถือว่าคุ้ม เพราะดูในตารางราคาแล้วต้องมีแก้วละ 2.5 เหรียญขึ้นไปสำหรับขนาดมาตรฐาน แต่ถ้าเป็นแก้วใหญ่ก็ 3 เหรียญอัพ ถ้าเป็นคอกาแฟแนะนำให้ซื้อเลยครับ

ผมนั่งจิบลาเต้อุ่นๆกับคุกกี้หอมหวานพร้อมชมบรรยากาศที่โถง Piazza ดูผู้โดยสารคู่นึงเต้นรำ เป็นคนไต้หวันที่ดูดีมีราศีมาก ผมว่านักท่องเที่ยวชาวไต้หวันนี่คุณภาพดีใช้ได้เลยครับ การพูดการจาก็ไม่โหวกเหวกเสียดัง รู้จักเข้าคิวตามลำดับ อาจจะมีบ้างที่นอกลู่นอกทางแต่ก็เป็นส่วนน้อย ตอนแรกที่ทราบว่าต้องมาลงเรือที่ไต้หวันและผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนไต้หวันยังแอบหวั่นว่าจะไหวมั้ย แต่เห็นแบบนี้แล้วโอเคเลยครับ