J-Story
01-06-2017

 

J-Cruises ล่องเรือสำราญ Costa neoRomantica ตอนที่ 3


      หลังฝึกซ้อมการอพยพฉุกเฉินเสร็จสิ้น ก็ใกล้เวลาบ่าย4โมงที่เรือออกจากท่า ลูกค้าหลายคนเก็บเสื้อชูชีพเสร็จแล้วก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือชั้น11เพื่อรอชมช่วงเวลาที่เรือค่อยๆเคลื่อนออกจากฝั่ง ในขณะที่ผมและทีมงานก็เริ่มสำรวจเรือทีละชั้น เรือ Costa neoRomantica มีความสูงทั้งสิ้น14ชั้น โดย3ชั้นแรกจะเป็นส่วนที่พักของลูกเรือ ห้องเก็บของ ห้องเย็นสำหรับเก็บสต็อกอาหาร และห้องเครื่องยนต์ ชั้นที่เหลือก็จะเป็นส่วนของผู้โดยสาร เราลงไปสำรวจตั้งแต่ชั้น4ซึ่งปรากฏว่าชั้นนี้มีแต่ห้องพักล้วนๆ ชั้น5เป็นเหมือนล้อบบี้เพราะมีทั้ง Hospitality Service Desk และ Tour Office อยู่ใน Main Hall จะสอบถามอะไร เปลี่ยนแปลงอะไร หรือจองทัวร์เสริมระหว่างแวะแต่ละท่า มาติดต่อตรงนี้ได้หมด นอกจากนี้ยังมี Credit card registration เครื่องลงทะเบียนพ่วงบัตรเครดิต และ Interactive totems หรือจอมอนิเตอร์สำหรับตรวจสอบข้อมูลประจำวัน หรือสำรองทัวร์และห้องอาหารโดยระบบอัตโนมัติ ไว้บริการด้วย ไหนๆก็เจอเครื่องแล้วลองพ่วงบัตรเครดิตกับ Cruise card ดูเลยดีกว่า ถ้าเทียบระหว่างมือใหม่ไทยกับมือใหม่ญี่ปุ่นนี่เรากินขาดครับ ทีมเราดำเนินการตามข้อมูลที่ปรากฏบนจอจนจบขั้นตอนโดยไม่มีติดขัด ในขณะที่ผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นหลายคนทำไม่สำเร็จ อาจเพราะเป็นผู้สูงวัยเลยไม่คุ้นชินกับจอระบบสัมผัสก็ได้ ห้องพักของพวกเราอยู่ที่ชั้น 5 นี้ด้วย ก็เลยสะดวกกับการติดต่อเจ้าหน้าที่

        เดินต่อขึ้นไปชั้น 6 และ 7 สองชั้นนี้ก็มีแต่ห้องพัก พอขึ้นไปถึงชั้น8บรรยากาศเปลี่ยนไปสิ้นเชิงเพราะเป็นที่ตั้งของคาสิโน มีทั้งตู้สลอตแมชชีนและโต๊ะพนัน ถัดไปเป็น Grand Bar Piazza Italia ที่ใช้จัดการแสดงยามค่ำคืน และด้านในสุดเป็นห้องอาหารหลัก Botticelli Restaurant ที่เสริฟทั้งอาหารเช้ากลางวันและเย็น อาหารที่เสริฟก็เป็นคอร์ส โดยเฉพาะมื้อค่ำนี่มีเมนูให้เลือกทานมากกว่า20รายการกันเลยทีเดียว ส่วนด้านหัวเรือก็จะมีห้องสปา Samsara และห้องออกกำลังกายที่สามารถมองเห็นวิวทะเลได้อย่างเต็มตา ขึ้นไปต่อที่ชั้น 9 ครึ่งชั้นนี่อุทิศให้กับสุภาพสตรีเพราะมีทั้ง Samsara Spa ห้องเสริมสวย Venus ใครไม่อยากสระผมเองมาที่นี่เลย และ Galleria Shops Via Condotti ร้านค้าปลอดภาษีบนเรือ นอกจากนี้ก็ยังมีห้องอาหารขนาดย่อมอีก2ห้องคือ La Fiorentina ที่เน้นสเต็กเป็นจานหลัก และห้องอาหารอิตาเลี่ยนรสฝีมือแม่ Mama Trattoria หรือจะมานั่งจิบกาแฟที่ Coffee and Chocolate Bar ละเลียดซิการ์ที่ Cigar Lounge ดูโชว์ที่ Vienna Cabaret หรือออกสเต็ปที่ Tango Disco Lounge ก็เลือกกันตามสบา

            ชั้น10 มีห้องพักอยู่ส่วนหนึ่ง และยังเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Giardino ให้บริการบุฟเฟ่ต์ทั้งเช้ากลางวันเย็น ไม่ต้องจองหิวเมื่อไหร่มากินได้เลย และบนชั้นนี้ยังมีห้องกิจกรรมสำหรับเด็ก Squok Club คุณพ่อคุณแม่สามารถนำลูกมาฝากไว้ที่ห้องนี้ได้ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอด ชั้น11เป็นดาดฟ้าเรือมีห้องพักอยู่ตอนหน้า มีสระน้ำอยู่ตอนกลางและส่วนท้ายเรือ มีห้องอาหารเล็กๆชื่อ Grill Capri ไว้บริการอาหารว่างช่วงที่ห้องอาหารหลักปิดบริการ เช่นสายๆก่อนเที่ยง บ่ายๆก่อนค่ำ และช่วงดึกถึงเช้ามืด แล้วก็ยังมีห้อง Pizzeria Napoli ที่ให้บริการพิซซ่าร้อนๆอบสดๆ เปิดตั้งแต่หัวค่ำยันเที่ยงคืน ส่วนชั้น12 ตอนหน้าเป็นห้องพักและตอนหลังเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เชื่อมต่อจากชั้น11ด้วยบันได มีลู่วิ่งไว้ออกกำลังกลางแจ้ง ยิ่งในวันที่อากาศดีๆนี่เหมาะมาก ข้ามชั้น13ไปอาจเพราะเป็นเรือฝรั่งเลยไม่ค่อยชอบเลขนี้ ชั้น14 เป็นชั้นบนสุดที่มีแต่ห้องพักเท่านั้น จริงๆแต่ละชั้นก็มีชื่อเรียกเช่น London Paris Vienna แต่ผมว่าจำเป็นตัวเลขจะง่ายกว่า

      ส่วนร้านอาหารนี่ก็มีข้อควรระวังคือ บางห้องรวมอยู่ในค่าเรือแล้วแต่บางห้องต้องจ่ายเงินเพิ่ม สำหรับท่านที่ไม่อยากจ่ายก็สามารถทานอาหารได้ที่ห้อง Botticelli ห้อง Giardino และห้อง Grill Capri แต่ถ้าเบื่อห้องเดิมเพราะทานติดต่อกันหลายวันก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศมาลองทานที่ห้อง La Fiorentina ห้อง Mama Trattoria หรือร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่จัดพิเศษตามห้องต่างๆได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มราวๆ30เหรียญยูเอสต่อมื้อ หลังจากสำรวจเรืออย่างว่องไวก็ได้เวลาอาหารค่ำพอดี ปกติอาหารค่ำบนเรือจะแบ่งเป็นรอบโดยเฉพาะห้องที่บริการอาหารเป็นคอร์ส เพราะต้องใช้เวลาในการเสริฟและกิน ในขณะที่ถ้าเป็นห้องบุฟเฟ่ต์นี่เข้าตอนไหนเมื่อไหร่ก็ได้แล้วแต่สะดวก มื้อแรกของคณะเราได้กินกันที่ห้อง Botticelli รอบแรกห้าโมงครึ่ง ก่อนเวลาห้องเปิดก็มีคนญี่ปุ่นมาต่อคิวกันยาวแล้ว พอห้องเปิดมันควรจะค่อยๆไหลเข้าไปแต่ก็ยังกระจุกตัวกันที่หน้าห้องจนผิดปกติ เลยต้องเดินไปดูเสียหน่อยว่าติดขัดอะไร ปรากฏว่าเป็นญี่ปุ่นมุงครับ ปกติเรือลำอื่นๆจะไม่มีอาหารตัวอย่างที่หน้าห้อง แต่เรือCostaเค้ามีให้ดูเพื่อจะได้เห็นหน้าตาอาหารว่าเป็นอย่างไร เวลาสั่งจะได้ไม่ผิดพลาดโดยเฉพาะผู้โดยสารที่ไม่คุ้นกับอาหารฝรั่งและอาหารอิตาเลี่ยน เจ้าหน้าที่ๆอยู่หน้าห้องก็ดันมีแบบฟอร์มสั่งอาหารแผ่นเล็กๆพร้อมดินสอให้ผู้โดยสารเลือกอาหารล่วงหน้า ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับทุกคน แต่เข้าใจว่าการสื่อสารอาจจะไม่ทั่วถึง เลยเกิดการมุงดูอาหารกันที่หน้าห้อง ซึ่งคนที่คุ้นเคยกับอาหารฝรั่งหรือใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องก็สามารถลัดขั้นตอนนี้ แล้วไปอ่านเมนูหรือถามพนักงานในห้องอาหารก็ได้ เมนูประกอบด้วย Appetizers, Salad, Soup, Pasta & Noodle, Main Courses, Rice, Desserts, Cheese, Fresh fruit ซึ่งแต่ละประเภทก็ยังมีให้เลือกกินได้มากกว่า1อย่าง เช่นจานเส้นก็มีทั้งแบบอิตาเลี่ยนและญี่ปุ่น ยิ่งจานหลักมีให้เลือก4อย่างเลยทั้งปลา เนื้อ หมู และอาหารเจ  ซึ่งทุกเมนูจะเปลี่ยนทุกวันไม่ซ้ำกันเลย นอกจากนี้แล้วยังมีเมนู Always Available คืออาหารที่มีให้สั่งได้ทุกวันเป็นเมนูพื้นๆกินง่ายๆอย่างเช่น เนื้อปลาแซลม่อนย่าง หรือ อกไก่ย่าง เป็นต้น บอกเผื่อไว้เลยว่าทุกรายการอาหารที่มีในเมนู ท่านสามารถสั่งได้หมด เช่นท่านอยากกินอาหารจานหลักทั้งปลา เนื้อ หมู และเจ ก็สามารถสั่งมาได้ถ้ากินหมด เป็นสวรรค์ของคนชอบกินจริงๆเลย

       นอกจากนี้ยังมีเมนูของเด็กที่แยกออกมาต่างหากอีก เพราะเด็กอายุ 4-12 ขวบถ้านอนกับผู้ใหญ่2คนในห้องเดียวกันนี่ไม่ต้องจ่ายค่าเรือ คิดแต่ค่าประกันและค่าภาษีท่าเรือเท่านั้น และถ้าต่ำกว่า4ขวบก็ขึ้นฟรีไม่เสียเงินเลย ดังนั้นเมนูจึงแตกต่างจากของผู้ใหญ่ แต่ก็เป็นเมนูที่น่ากิน ไม่ได้ด้อยคุณภาพแต่อย่างใด