J-Story
15-05-2017

 

Hokkaido Snow Expo ตอนที่ 10

      หลังอาหารค่ำผมมีนัดกับรุ่นน้องร่วมวงการคนหนึ่งที่พำนักอยู่ในฮอกไกโด รุ่นน้องคนนี้แต่งงานกับคนญี่ปุ่นและทำงานอยู่ในแวดวงโรงแรมที่พักในฮอกไกโด พอรู้ว่าผมมาทำงานที่ซัปโปโรก็อยากหาเวลามาเม้าท์มอยกัน นัดกันเสร็จสรรพที่ล้อบบี้ชั้นล่างโรงแรมMercureนั่นแหละสะดวกดี น้องบุ๋มมาถึงตามเวลานัดเป๊ะพร้อมด้วยของฝาก2กล่องใหญ่จากร้านMilk Kobo เปิดดูแทบกรี๊ด เป็นChucreamกับCheese Tart ของโปรดทั้งคู่เลย ร้านมิลค์โคโบะเป็นร้านขนมชื่อดังของนิเซโกะ ขนมของร้านนี้มีส่วนผสมจากนมเนยและชีสแทบทั้งนั้น เพราะเจ้าของร้านมีฟาร์มวัวนมขนานย่อมเป็นของตัวเอง ผลิตภัณฑ์แรกที่ผมติดใจจนต้องค้นหาว่ามาจากไหนก็คือโยเกิร์ตพร้อมดื่มที่เข้มข้นและอร่อยมาก หลังจากตามหาร้านจนเจอก็มาติดใจขนมอีก2-3อย่างคือ ชูครีม ชีสเค้ก และซูเฟล โดยเฉพาะชูครีมโดดเด่นตรงไส้ที่กัดแล้วทะลักล้นออกมาเลยให้ฉายาว่า ชูครีมไส้แตก ส่วนชีสเค็กชิ้นเล็กเรียวก็นุ่มนวลและรสชาติออกในแนวเดียวกันกับSnaffleของฮาโกดาเตะ แต่ที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือซูเฟลที่นุ่มละมุนหอมหวานอร่อย จนต้องซื้อกลับบ้านทุกครั้งที่มีโอกาส ส่วนชีสทาร์ทนี่เป็นของใหม่ เข้าใจว่าคงได้รับอิทธิพลมาจากKinotoya เอาจริงๆผมไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับชีสทาร์ทของมิลค์โคโบะมากนัก แต่พอได้ชิมครั้งแรกนี่ขอบอกเลยว่า ไม่แพ้ของคิโนะโทะยะ ใครชอบชีสทาร์ทรสชาติเข้มข้นต้องลองของมิลค์โคโบะครับ อาจเป็นเพราะร้านเล็กและทำขายเฉพาะที่ร้านไม่มีการกระจายไปหลายสาขา เลยสามารถใช้วัตถุดิบที่สดใหม่จากฟาร์มสู่ร้านได้ทันที รสชาติจึงเข้มข้นถึงใจคนชอบนมเนยอย่างผมเป็นพิเศษ พอได้รับเป็นของฝากเลยดีใจจนออกนอกหน้าเพราะถ้าไม่ได้ไปนิเซโกะก็ไม่มีทางได้กินครับ

หลังจากวิสาสะกันพอหอมปากหอมคอก็พากันย้ายวิกไปหาอะไรกินจริงจัง แต่เพิ่งอิ่มจากร้านShiki Hanamidori จะให้กินของคาวซ้ำคงไม่ไหว เลยถามดูว่าเคยกินไอติมใส่เหล้าดูหรือยัง คำตอบคือไม่ พร้อมทำหน้าสงสัยว่าหน้าตาอย่างผมไปรู้จักร้านไอติมแบบนี้ได้ไง ผมไม่รีรอรีบพาไปที่ร้านMilkmuraซึ่งอยู่บนอาคารเยื้องๆกับโรงแรม ระหว่างรอลิฟท์มีหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่กำลังรออยู่เช่นกัน ดูทรงแล้วไปร้านเดียวกันแน่ พอลิฟท์เปิดผมอาศัยความคุ้นเคยรีบเข้าไปในร้านก่อนวัยรุ่นกลุ่มนั้นเพราะกลัวไม่มีที่นั่ง สุดท้ายก็ได้นั่งตรงมุมโปรดที่ดีที่สุดในร้านสมใจ

   ร้านมิลค์มูระเป็นร้านไอศกรีมที่แปลกพิสดารที่สุดที่ผมเคยกินมา เมนูของร้านนี้มีแค่3-4อย่าง ทุกอย่างจะเสริฟไอศกรีมวนิลาเป็นหลัก แล้วให้เลือกท้อปปิ้งที่เป็นเหล้าและลิคเคียวนับร้อยชนิด ปกติผมจะเลือกเมนูA ที่มีเครื่องเคียงพวกโยเกิร์ต แป้งเครป พายกรอบ และครีมสดมาพร้อมกับเหล้าหรือลิคเคียวให้เลือกอีกคนละ2ชนิด อย่างรอบนี้เรามากัน3คนก็เลือกได้6ชนิด สำหรับมือใหม่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการขอคำแนะนำจากคุณป้าภริยาเจ้าของร้านที่ทำหน้าที่รับรองและรับออร์เดอร์ลูกค้า นอกจากสก๊อตวิสกี้ Ballentine’s 30ปีแล้ว ที่เหลืออีก5ชนิดให้ป้าแกแนะนำให้หมด และก็เป็นธรรมเนียมที่คุณป้าจะแถมลิคเคียวชาให้อีกอย่างเสมอ พักเดียวไอศครีมในถ้วยเบียร์เย็นเจี๊ยบก็ถูกยกมาเสริฟพร้อมเครื่องเคียงและแก้วใส่ท้อปปิ้งเหล้าอีก7ใบ พอวางบนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าลายจุดมันดูสวยละลานตามาก แก้วเหล้าใบจิ๋ววางบนจานรองสีทองอร่าม ทุกใบมีป้ายบอกชนิดของเหล้าเป็นรูปหัวใจเขียนด้วยมือแล้วเคลือบด้วยพลาสติดใสแนบมาด้วยยิ่งทำให้ดูมุ้งมิ้งน่ารักเข้าไปอีก พอของทุกอย่างมาวางตรงหน้า ใครไม่เคยมาก็จะกินยากซักหน่อยเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร งั้นมาลองกันเลย อย่างแรกคือใช้ช้อนตักไอติมขึ้นมาแล้วพักวางไว้ตรงขอบถ้วย ช้อนมีรอยหยักที่ถูกออกแบบมาให้วางได้พอดีเป๊ะ จากนั้นก็เลือกท้อปปิ้ง จะเป็นเหล้าหรือเครื่องเคียงก็แล้วแต่ชอบ เอามาเหยาะหรือวางบนไอสกรีมก่อนจะใส่ปาก เครื่องเคียง4อย่างกับเหล้า7ชนิด เท่ากับเราได้กินไอศกรีม11รสชาติที่แตกต่างกัน และสำหรับคนที่ชื่นชอบไอสกรีมมากเป็นพิเศษก็สามารถขอเติมได้อีก1ครั้ง ผมนี่เติมประจำเลย ไม่ได้งกนะครับแต่มันอร่อยจริงๆ น้องที่มาด้วยกันตักกินอย่างสนุกสนานเติมนู่นใส่นี่ดูตื่นเต้นไม่น้อย เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับราคาเพียงแค่1,390เยนเท่านั้น

    หลังเสร็จศึกไอติม ใจจริงอยากชวนน้องไปซัดราเมงแก้หนาวกันต่อ แต่ติดขัดตรงน้องเค้าต้องขับรถกลับที่พักแถวนิเซโกะอีก2ชั่วโมงบนถนนอุดมไปด้วยหิมะ จึงต้องร่ำลากันตั้งแต่4ทุ่ม ส่วนผมไหนๆก็อยู่ตรงย่านซูซูกิโนะแล้ว อย่ากระนั้นเลย ขอไปเยี่ยมร้านราเมงสุดโปรดเสียหน่อย มาซัปโปโรแล้วไม่ได้กินมิโสะราเมงมันเหมือนขาดความสมบูรณ์ และถ้าจะกินมิโสะราเมงที่ถือว่าเป็นตำนานก็ต้องไม่พลาดร้านSumire อันที่จริงแถวซูซูกิโนะนั้นมีร้านราเมงหลายสิบร้านทั้งในตรอกราเมงและสแตนด์อโลน ร้านขึ้นชื่ออย่างKeyaki หรือ Shirakaba Sanso ก็หาทานได้แถวนี้เช่นกัน แต่ผมเป็นคนชอบความเข้มข้นซึ่งบังเอิญว่าSumireตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่าเจ้าอื่น ก็เลยติดใจมาจนทุกวันนี้ มิโสะราเมงอันมีต้นกำเนิดที่ฮอกไกโดนั้นเป็นอาหารจานเส้นที่เหมาะกับสภาพอากาศหนาวจัดอย่างแท้จริง ในอดีตราเมงธรรมดาไม่สามารถรักษาความร้อนไว้ได้นาน แต่ด้วยทักษะและการสังเกตของชาวเหมืองแร่จึงได้มีการนำมิโสะไปผสมลงในซุปร้อนๆของราเมงเพื่อรักษาความร้อนให้อยู่ได้นานขึ้น เพราะฉะนั้นใครที่ชอบซดซุปเวลากินราเมงนี่ต้องระวังลวกปากกันให้ดี อีกประการที่ทำให้ซุปของมิโสะราเมงเก็บความร้อนได้ดีก็คือ กระบวนการปรุงน้ำซุป ถ้าเป็นราเมงชนิดอื่นจะใช้น้ำซุปที่ต้มอยู่ในหม้อ แต่ซุปของมิโสะราเมงส่วนใหญ่จะเกิดจากการนำเครื่องไปผัดไปกระทะซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้น้ำมัน จากนั้นถึงตักซุปลงไปปรุงกับเครื่องในกระทะ น้ำซุปจึงถูกกักความร้อนไว้ด้วยทั้งมิโสะและไขมันนั่นเอง ยิ่งเป็นมิโสะราเมงของร้านSumire ที่เข้มข้นกว่าของเจ้าอื่นๆด้วยแล้วล่ะก็ ผลีผลามซดซุปไปมีลิ้นพองแน่ แต่ถึงกระนั้นราเมงของซูมีเระก็เป็นอันดับหนึ่งในใจของผมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ยังหาคนมาโค่นไม่ลง ถ้าใครชอบราเมงรสชาติแมนๆ ต้องยกให้เจ้านี้เลยครั