J-Story
10-04-2017

 

Hokkaido Snow Expo ตอนที่ 6

      ฟินกับสุดยอดพุดดิ้งและชีสเค้กของร้าน Furano Delice จนสาแก่ใจแล้ว ผมก็เดินทางต่อไปยัง Sahoro Resort สกีรีสอร์ทอีกแห่งที่ตั้งอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงนิดๆ ผมเคยไปพักมาแล้วหนนึงแต่เป็นหน้าร้อน เพราะตอนนั้นอยากพาลูกชายไปดูหมีที่ Bear Mountain สวนหมีที่มีลักษณะเหมือนสวนสัตว์เปิด สวนหมีทุกแห่งที่เคยไปมาในฮอกไกโดเป็นสวนสัตว์ปิดแทบทั้งสิ้น คือเอาหมีไปใส่ไว้ในกรงหรือในบ่อแล้วคนก็ไปดูหมี กิจกรรมที่นิยมคือซื้อขนมหรือแอ๊ปเปิ้ลไปโยนให้หมีกิน หมีก็แสนรู้ยกมือไหว้บ้างโบกมือเรียกบ้าง เป็นกุศโลบายในการเรียกร้องอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ที่ Sahoro นี่ต้องนั่งรถที่กรุลูกกรงเหล็กมิดชิดเข้าไปด้านในสวนสัตว์ มีประตู2ชั้นเหมือนที่เห็นในหนัง Jurassic Park คือมีประตูสองขั้น พอประตูแรกเปิด ก็นำรถเข้าไปจอด รอจนประตูแรกปิด ประตูที่สองเปิด รถถึงค่อยวิ่งเข้าไปในสวนสัตว์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้หมีหนีออกมานอกสวนสัตว์ในระหว่างรถเข้าออกนั่นเอง การชมหมีที่นี่เป็นการชมจากในรถ เพราะหมีใช้ชีวิตอย่างอิสระภายในสวนสัตว์เปิดที่มีรั้วแน่นหนาไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดออกมาภายนอก หมีที่นี่เป็นหมีใหญ่ถูกนำมาจากสวนหมีที่ Noboribetsuในเครือ Kamori Kanko เจ้าของเดียวกันกับ Rusutsu Resort สกีรีสอร์ทที่คนไทยคุ้นเคย และ Orika โรงแรมสุดหรูที่ฟุราโนะ

    เราถึงที่ Sahoro Resort เอาก็เกือบมืดแล้ว ทางโรงแรมรีบให้เรา Fitting หรือลองชุดและรองเท้าสกีให้เรียบร้อยเพื่อนำไปเก็บในล็อคเกอร์ วันรุ่งขึ้นจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาลองให้วุ่นวาย จากนั้นก็นำสัมภาระส่วนตัวไปเก็บที่ห้องพักแล้วออกมาร่วมงานปาร์ตี้พร้อมอาหารค่ำ หนึ่งในข้อดีของเครือ Kamori Kanko คือ อาหาร โรงแรมในเครือนี้เค้าจะเน้นเรื่องอาหารการกินที่อร่อยและใช้วัตถุดิบที่คุณภาพสูง ทำให้ลูกค้าที่มาพักหรือมาเล่นสกีอยากกลับมาอีก มีสกีรีสอร์ทหลายแห่งที่เงื่อนไขของที่พักและลานสกีไม่ต่างกันมากนัก แต่อาหารไม่เป็นที่ประทับใจ คนก็อาจจะเลือกเป็นลำดับหลังๆ เพราะเวลาเล่นสกีมาเหนื่อยๆก็อยากกินอาหารอร่อยๆดีๆเป็นการชดเชยความเหนื่อยล้า ซึ่งที่ Sahoro นี่ไม่เป็นที่ผิดหวังครับ คราวที่แล้วก็อิ่มอร่อยจนแทบเดินกลับห้องไม่ไหวมาทีนึงแล้ว รอบนี้ก็เช่นเดียวกัน เริ่มงานปาร์ตี้มีกล่าวทักทายต้อนรับกันพอเป็นพิธี จากนั้นก็เริ่มเสริฟ ประเดิมด้วยซาชิมิจานเบ้อเริ่ม มีมากุโระ คัมปาจิ แซลม่อน กุ้งหวาน ปลาหมึก และโฮตาเตะ ของที่คนไทยชอบกันทั้งนั้น แถมยังรู้ใจให้วาซาบิก้อนโตมาด้วย มาญี่ปุ่นนี่การกินปลาดิบส่วนใหญ่ไม่ค่อยผิดหวังครับ แม้แต่ร้านธรรมดาราคาย่อมเยาก็ยังใช้ได้ มื้อนี้เป็นมื้อรับแขกยิ่งต้องดีเข้าไปใหญ่ ของดีไม่ดีอย่างแรกดูที่หน้าตาและสีสันครับ จานนี้แค่หน้าตาก็ฟ้องแล้วว่าสด พอชิมแล้วยิ่งรู้สึกถึงความสดเข้าไปอีก อันที่จริงผมเชื่อว่า มากุโระ แซลม่อน และกุ้งหวานนี่ไม่น่าจะเป็นของที่จับมาสดๆ แต่การเลือกของไปจนถึงการรักษาคุณภาพความสดนี่สิครับที่น่านับถือ กินแล้วรู้สึกว่าสดทั้งหกอย่าง สำหรับผมวาซาบินี่ไม่ต้องใช้เลยครับ แตะโชยุหน่อยเดียวพอแล้ว

    เมนูที่สองเป็นชาบุชาบุ เนื้อโทกาจิสไลด์บางมาพร้อมหม้อไฟที่มีเต้าหู้และผักสดหลายอย่างอยู่ในหม้อ คีบเนื้อสะบัดในหม้อสองสามทีพอไม่ให้สุกเกินไป ปกติจะต้องจิ้มกับซอสเปรี้ยวพนสึหรือน้ำจิ้มงาบด แต่น้ำซุปมีรสชาติดีอยู่แล้วไม่ต้องจิ้มอะไรทั้งสิ้น เนื้ออร่อยมาก มาฮอกไกโดเค้ามีเนื้อท้องถิ่นเยอะ แต่ที่ขึ้นชื่อและคุ้นหูมีอยู่สามสี่แบรนด์คือ เนื้อฟุราโนะ เนื้อชิราโออุ เนื้อโอนุมะ และเนื้อโทกาจิ ที่สายเนื้อห้ามพลาดเด็ดขาด เมื่อวานลองเนื้อฟุราโนะไปแล้วยังอร่อยติดปาก วันนี้เจอเนื้อโทกาจิอีกแฮ้ปปี้มาก เนื้อนุ่มกับซุปกลมกล่อม ผมลวกกินมากกว่าสามรอบ ผักกาดขาว เห็ดและเต้าหู้ที่อยู่ในซุปอร่อยไปหมด สองอย่างแรกก็เริ่มแน่นพุงแล้ว จานที่สามหน้าตาแปลกเหมือนคานาเป้หน้าคัทสึโอะทาทากิ ลองชิมดูไม่ใช่แฮะ เป็นมากุโระทาทากิ หน้าตาไม่น่ากินแต่อร่อยเกินคาด ยิ่งได้แอสพารากัสขาวที่แซมมาทั้งนุ่มและหวาน ช่วยขับเน้นรสชาติของเนื้อปลาได้เป็นอย่างดี จานที่สี่ดูรกตาไปหน่อยไม่เหมือนอาหารญี่ปุ่นเลย มีทั้งกุ้งเสียบไม้ย่าง หอยโฮตาเตะ แปะก๊วย รากบัว และอะไรอีกหลายอย่างวางมาด้วยกัน แยกกินทีละอย่างรสชาติไม่ค่อยเด่น เลยลองคลุกดูเพราะเค้าให้ช้อมซ่อมไซส์ใหญ่มาด้วย คลุกเสร็จชิมดูรสชาติเหมือนโหงวก้วยเลย อร่อยดีเหมือนกัน จานต่อมา หน้าตาเหมือนเต้าหู้ทรงเครื่องแต่เป็นเนื้อปลาชุปแป้งทอดราดด้วยเกรวี่แบบจีนมีหมูสามชั้นและบรอคคอลี่มาด้วย จะอร่อยไปถึงไหน นี่ก็อิ่มมากแล้วนะ แต่ยังมีของอร่อยเสริฟมาเรื่อยๆ ไม่ใช่คอร์สแบบญี่ปุ่นที่มาอย่างละนิดละหน่อยที่กินหมดจะอิ่มพอดี แต่นี่มาแบบโต๊ะจีน อาหารแต่ละจานใหญ่ๆทั้งนั้น แล้วดันอร่อยทุกจานเสียอีก ควรจะจบได้แล้วแต่ไม่จบ จานสุดท้าย(ตามที่เจ้าภาพบอก) เป็นก้อนกลมๆราดด้วยเกรวี่อีกเช่นกันดูแล้วคิดว่าเป็นหอยโฮตาเตะ แต่ไม่ใช่มันคือเนื้อหมูที่พันด้วยเบคอนชุปไข่แล้วนำไปย่างก่อนจะราดด้วยซอส ท้องแน่นแค่ไหนก็ต้องกินครับเพราะอร่อยอีกแล้ว แต่ยังใจชื้นเพราะคุณYasuda เจ้าภาพบอกว่าเป็นเมนูสุดท้าย หลังจากวิสาสะกันเรื่องอาหารมื้อนี้ที่มาเยอะจนทุกคนทานไม่หมดกันไปได้สักพัก ก็ต้องตกใจกันอีกครั้งกับซูชิจานใหญ่สามหน้า จูโทโระ คัมปาจิ และโฮตาเตะ แทบร้องไห้เลยครับ จูโทโร่สดมันอร่อยมาก หันไปมองหน้าเจ้าภาพที่ดูเหมือนรู้ว่าผมจะพูดอะไร เลยชิงบอกว่า นี่เป็นข้าวไม่ใช่อาหาร มื้อญี่ปุ่นจะปิดท้ายด้วยข้าวเสมอ เฮ้อ!สุภาษิต เจอไม้งามเมื่อขวานบิ่น ใช้ได้ดีกับกรณีนี้เลย สุดท้ายตัดสินใจเสียมารยามขอกินแต่หน้าซูชิและเหลือข้าวไว้ เจ้าภาพบอกโอเคๆ ผมบอกฝืดคอไปนิด ทันใดเจ้าหน้าที่ก็เข็นรถที่มีถ้วยมาด้วย แต่มันใหญ่กว่าถ้วยซุป มันคือโซบะร้อนครับคุณผู้อ่าน คุณYasudaบอก จำได้ว่าพัฒนาซังชอบโซบะของเมืองชินโทกุ เลยเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ ผมต้องแอบปลดกระดุมกางเกงและคลายเข็มขัด เพื่อกำจัดโซบะชามปิดท้ายนี้ให้สมกับความปรารถนาดีของเจ้าภาพจนได้ ขอเฮ้อ!เป็นครั้งสุดท้ายของมื้อค่ำที่อร่อยและหนักแน่น ยืนยันเลยว่า ถ้าเป็นเรื่องอาหารSahoro Resort ไม่แพ้ใครเด็ดขาดครั