J-Story
15-03-2017

 

Hokkaido Snow Expo ตอนที่ 1

      ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Hokkaido Snow Expo อีกครั้งหลังจากว่างเว้นให้เจ้าหน้าที่ที่บริษัทฯสลับไปบ้างเพื่อเสริมเติมความรู้ เพราะเกือบสิบปีก่อนคนไทยยังไม่ค่อยนิยมทำกิจกรรมที่ข้องเกี่ยวกับหิมะอย่างการเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดกันซักเท่าไหร่ จะมีที่นิยมกันมากก็เห็นจะเป็นการเล่นถาด(Sledge)แล้วไถลลงมาจากเนินหิมะ หรือการขี่สโนว์โมบิล แต่ปัจจุบันการเล่นสกีเริ่มเป็นที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่หรือครอบครัวยุคใหม่ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีโอกาสได้เล่นในวัยเด็ก เลยอยากส่งมอบโอกาสนั้นให้กับรุ่นลูก ว่ากันตามจริงสมัยก่อนการเล่นสกีถือว่าเป็นเรื่องไกลตัวมาก เพราะลำพังการจะไปเมืองนอกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปเมืองที่มีหิมะด้วยแล้วยิ่งยุ่งยาก ไหนจะเสื้อผ้าไหนจะรองเท้าหมวกถุงมือ ไปเมืองหนาวกันทีกระเป๋าใบเดียวแทบจะไม่พอ เพราะไม่มีเทคโนโลยี่ Heattech หรือ Blocktech เหมือนสมัยนี้ ผมยังจำได้ใส่เสื้อผ้า5ชั้นหนาเป็นหมียังเอาไม่อยู่ โดยเฉพาะเวลาลมพัดแรงนี่มันซึมไปทุกอณู ไม่อยากออกไปเดินที่ไหนทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้3ชั้นบางๆใส่แล้วยังดูสลิมก็ลุยหิมะต้นฤดูได้ไม่กลัวหนาวไม่กลัวลมครับ

    ผมอนุมานว่าคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสไปเรียนเมืองนอก เป็นกลุ่มแรกๆของการเริ่มไปเล่นสกีอย่างจริงจังที่ญี่ปุ่นครับ ย้ำว่าอย่างจริงจังนะครับ ไม่ใช่การไปเช่าชุดสกีเล่นกันวันครึ่งวัน เพราะตลอดการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมา ผมเห็นคนไทยไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่นกันน้อยมาก เพิ่งเห็นภาพชัดๆก็สิบปีหลัง และที่ไปกันมากที่สุดก็ต้องยกให้ฮอกไกโดครับ จริงอยู่ที่มีลานสกีมากมายหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น แต่ที่ฮอกไกโดต้องถือว่าดีพร้อมในหลายๆด้าน เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้คิดว่ามันจะดีพร้อมขนาดนี้ จนกระทั่งได้ไปงานSnow Expoรอบนี้ ได้นั่งฟังผู้ประกอบการและนักสกีระดับโลกอธิบายก็เลยถึงบางอ้อ ผมเลยขอเอามาขยายต่อให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆดังนี้ครับ

    อย่างแรก ที่ฮอกไกโดมีสถานที่เล่นสกีมากกว่า10แห่ง อาทิ Niseko, Sahoro, Tomamu, Rusutsu, Yubari, Kiroro และFurano เป็นต้น ในขณะที่จังหวัดอื่นมีไม่มากเท่า อย่างที่สอง ฮอกไกโดมีหิมะตกยาวนานคิดเป็นค่าเฉลี่ยสูงสุดถึง104วันที่หมู่บ้านNiseko Annupuri ส่วนที่อื่นๆก็ลดหลั่นกันไป มีค่าเฉลี่ยความหนาของหิมะสะสมถึง520เซนติเมตรที่Niseko Grand Hirafu และระยะเวลาเล่นสกีก็ยาวนาน เริ่มสกีกันได้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนบนภูเขาDaisetsuและNakayamatoge ไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมก็ยังมีที่ให้เล่นได้หลายแห่งเช่นKiroro, Furano, Niseko อย่างที่สาม การไปยังสกีรีสอร์ทในฮอกไกโดนั้นเข้าถึงได้ง่าย ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนไปยุโรปกว่าจะไปถึงลานสกีได้ต้องใช้เวลานาน บางแห่งยังต้องต่อกระเช้าขึ้นไปอีก แต่ที่ฮอกไกโดนี่นั่งรถจากสนามบินไปลานสกีที่ใกล้ที่สุดแค่ชั่วโมงนิดๆไกลสุดก็สองชั่วโมงครึ่ง สะดวกสุดๆ นอกจากใกล้แล้วการเล่นสกีที่ฮอกไกโดยังสบายตัวกว่า เพราะลานสกีอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มาก ฟุราโนะ245เมตร นิเซโกะ308เมตร รูซุทสึ400เมตร คิโรโระและโทมามุ570เมตร สูงสุดคือซัปโปโรโคคุไซ630เมตร ลองเทียบกับสกีรีสอร์ทชั้นนำของยุโรปอย่างChamonix1,000เมตร Zermatt1,620เมตร St.Moritz1,856เมตร จะเห็นได้ว่าต่างกันมาก ยิ่งสูงอากาศยิ่งเบาบางทำให้เหนื่อยง่าย ถ้าไม่แข็งแรงเล่นทั้งวันก็จะเหนื่อยเกินไปโดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับความสูง แต่มาเล่นที่ฮอกไกโดนี่เล่นทั้งวันได้ไม่มีเหนื่อยเพราะหายใจคล่องเสมือนอยู่บนพื้นราบ ด้วยเงื่อนไขหลากหลายเหล่านี้จึงทำให้ฮอกไกโดเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเล่นสกีและสโนว์บอร์ดจากทุกมุมโลก

ผมแถมให้อีกข้อสำหรับคนไทยคือ ใช้เวลานั่งเครื่องบินน้อยกว่าไปสกีที่ยุโรปเกือบครึ่ง อเมริกาและคานาดาไม่ต้องพูดถึงแค่คิดก็เมื่อยแล้วครับ ทั้งหมดที่ว่ามาทำให้ผมกระจ่าง เพราะแต่เดิมเข้าใจแค่ว่าหิมะที่ฮฮกไกโดนั้นมีคุณภาพดีกว่าที่อื่น โดยเฉพาะหิมะคุณภาพสูงPowder Snowที่แห้งเหมือนแป้ง ไม่เปียกแฉะ จึงเล่นสกีได้ลื่นไหลกว่าและพยุงตัวเราได้มากกว่าหากลื่นล้ม ระยะหลังสกีรีสอร์ทในภูมิภาคอื่นๆอย่างแถบTohoku หรือแถวจังหวัดNiigataและNagano ก็มีการอ้างอิงว่าหิมะของเขาก็Powder Snowเหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอด ฮอกไกโด ก็ยังได้รับความนิยมสูงกว่าอยู่ดี เพราะองค์ประกอบอื่นๆยังไม่สมบูรณ์แบบเท่านั่นเอง

           สามปีที่แล้วทางผู้จัดงานได้เชิญบริษัททัวร์จากเมืองไทยมาเพียงเจ้าเดียวแต่ปีนี้มีมากถึง4บริษัท แสดงให้เห็นว่าทางผู้ประกอบในฮอกไกโดต่างหมายมั่นปั้นมือที่จะเชิญชวนคนไทยมาเล่นสกีและกิจกรรมอื่นๆให้มากยิ่งขึ้น จากที่เคยกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่แห่งเช่นที่NisekoหรือRusutsu รอบนี้เจ้าภาพจึงได้แบ่งกลุ่มที่พักออกเป็น4กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มA:RusutsuและNiseko กลุ่มB:NisekoและKiroro กลุ่มC:FuranoและSahoro กลุ่มD:YubariและTomamu ตอนกรอกใบสมัครผมเลือกกลุ่มCอย่างไม่ลังเล เพราะสมัยก่อนถ้าพูดถึงฟุราโนะ ทุกคนจะนึกถึงภาพทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงและทุ่งดอกไม้หลากสีในหน้าร้อนขึ้นมาทันที แต่ยังมีคนอีกมากที่ไม่ทราบว่าฟุราโนะก็มีลานสกีด้วยและมีถึง2แห่ง ผมเคยแวะมากินข้าวกลางวันที่ฟุราโนะในหน้าหนาว แต่ยังไม่มีโอกาสมาลองเล่นสกี รอบนี้จึงได้มาสมความตั้งใจ

    จากสนามบินชิโตเสะไปฟุราโนะใช้เวลาพอๆกันกับไปนิเซโกะคือประมาณ2ชั่วโมงครึ่ง ผมนั่งรถตู้ครึ่งหลับครึ่งตื่นแวะฉี่ครั้งนึงที่Shimukappu หมู่บ้านเล็กๆระหว่างทางที่ต้องแวะจอดทุกครั้ง แล้วก็มุ่งหน้าต่อไปยังฟุราโนะ ผมเปรยๆกับคนขับว่าอยากหาอะไรกินก่อนเข้าที่พัก ใจคิดถึงอยู่ร้านนึง พอดีกันกับที่คนขับบอกว่า ไปร้านKumageraมั้ย แหม่!มันจะตรงใจอะไรขนาดนั้น ร้านประจำที่ผมชอบมาทานมีอยู่5-6ร้านคือ ชาบุชาบุSennari ซูชิยักษ์Fukuzushi อาหารฝรั่งในโรงแรมNatuluxและโรงแรมOrika เนื้อย่างYamadori แล้วก็ร้านKumageraนี่แหละ ผมชอบบรรยากาศของร้านที่ดูเป็นกันเองเหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อน แต่ก็แอบมีมุมเก๋ๆไว้รับแขกวีไอพี ผมสั่งข้าวหน้าไข่ปลาแซลม่อน คนขับสั่งข้าวราดแกงกะหรี่ และสั่งสเต็กเนื้อฟุราโนะจานร้อนมาแบ่งกันทาน ฝีมือไม่เคยตกเลยครับร้านนี้ อร่อยเหมือนเดิมทุกครั้