J-Story
09-03-2017

 

จะไป SAGA ตอนที่ 23

    ค่ำนี้เรานอนกันที่โรงแรม New Otani ใจกลางเมืองซากะ ใกล้สวนสาธารณะและศาลาว่าการจังหวัด หลังจากเช็คอินเรียบร้อย เจ้าหน้าที่พาเราเดินไปชมProjection Mappingที่อาคารศาลาว่าการ ตอนแรกก็เข้าใจว่าจะเป็นการฉายภาพหรือวิดีโอไปยังตัวอาคารเหมือนที่เห็นตามสถานที่อื่น แต่ของซากะต้องขึ้นลิฟท์ไปชั้นบนสุดของอาคารซึ่งปกติทางเขตจัดไว้ให้เป็นจุดชมวิวเมืองฟรีสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ช่วงนี้มีการจัดงาน Saga Night of Light เป็นการทำMapping บนกระจกใสโดยมีฉากหลังเป็นตัวเมือง ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนMappingบนอาคาร แต่ก็สวยงามไม่น้อย โดยเฉพาะภาพบอลลูนลอยล่องสลับกับภาพพลุที่ยิงออกมา ทำให้เกิดภาพเสมือนจริงว่ากำลังชมเทศกาลบอลลูนนานาชาติยามค่ำคืนพร้อมการจุดพลุที่สว่างไสวอยู่กลางเมืองซากะ จากที่แอบผิดหวังในตอนแรก กลายเป็นทึ่งในความสามารถของคนที่คิดค้น ใช้ข้อจำกัดของสถานที่และดึงเอาสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนออกมาเป็นผลงานที่ดีเยี่ยมอย่างที่เห็นครับ

    เช้ารุ่งขึ้นผมมีประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการตลาดเพื่อให้คนไทยมาเที่ยวจังหวัดซากะให้มากขึ้น มีเรื่องนึงที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษคือ Sugar Road หรือเส้นทางน้ำตาล อันเป็นต้นกำเนิดขนมหวานยุคใหม่ของญี่ปุ่น มีจุดเริ่มต้นที่นางาซากิ ผ่านซากะ มาสิ้นสุดที่ฟุกุโอกะ เรื่องแบบนี้มันสนุกครับเพราะแต่เดิมคนญี่ปุ่นใช้สาหร่ายชนิดหนึ่งที่ให้รสหวานมาเป็นองค์ประกอบหลักของการปรุงอาหารและขนม จนกระทั่งมีการปิดประเทศในยุคสมัยของโชกุนตระกูลโทคุกาวะ แต่มีการเปิดช่องทางไว้ทำการค้ากับฝรั่งที่เกาะเดจิมะ จังหวัดนางาซากิ โดยแต่งตั้งบริษัทดัทช์อีสท์อินเดียนเป็นตัวแทนที่ได้รับอนุญาติเพียงบริษัทเดียว สินค้าทั้งอุปโภคบริโภคจากยุโรปจึงได้หลั่งไหลเข้ามายังประเทศญี่ปุ่นผ่านช่องทางพิเศษนี้ รวมทั้งน้ำตาลด้วยเช่นกัน ปรากฏการณ์ของน้ำตาลก่อให้เกิดขนมหวานต่างๆมากมาย ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะได้แก่ Castella ขนมเค็กสัญชาติโปรตุเกสที่ทำจากแป้ง ไข่ และน้ำตาล รสนุ่มหอมหวาน สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการขนมญี่ปุ่น ถึงจะมีราคาแพงเพราะใช้วัตถุดิบที่สำคัญอย่างน้ำตาล แต่ก็เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงและชั้นกลาง ความที่จังหวัดซากะเป็นเมืองแวะพักระหว่างนางาซากิกับฟุกุโอกะ จึงได้รับอิทธิพลของน้ำตาลไปด้วย ขนมชนิดหนึ่งที่ถือกำเนิดในช่วงเวลานั้นจนเป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดก็คือ Ogi Yokan ขนมญี่ปุ่นที่มีส่วนผสมของถั่ว วุ้น และน้ำตาล เหมาะกับการทานคู่กับน้ำชา โดยเฉพาะหากใช้ถั่วแดงจะยิ่งแพงและอร่อยเป็นพิเศษ นอกจากโยกังแล้วก็ยังมีขนมอื่นๆอีกหลายชนิดเช่น Tokiwa Okoshi (ข้าวพองเคลือบน้ำตาล) Maruboro (ขนมไข่) Quesiado (ขนมอบไส้ฟักทองและถั่วดำ) ใครที่ชอบทานขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม รับรองว่ามาที่ซากะแล้วจะได้ชิมกันอย่างไม่กลัวอ้วนเลยทีเดียวครับ

    หลังประชุมก็ได้เวลาอาหารเที่ยงซึ่งเป็นมื้อที่ผมรอคอย เพราะการมาทริปซากะจะไม่มีทางสมบูรณ์แบบ หากไม่ได้ลิ้มลองเนื้อซากะ และถ้าจะกินเนื้อซากะให้สาแก่ใจ ก็ต้องไม่พลาดร้านKira ผมเคยเขียนถึงร้านคิระไปแล้วครั้งนึง รอบนั้นเป็นสาขาที่ฟุกุโอกะและเมนูเทปปังยากิ แต่รอบนี้เป็นที่ร้านหลักมีพื้นที่กว้างขวางมีลานจอดรถใหญ่โตรับลูกค้าได้ร่วมร้อย แบ่งเป็นโซนย่างและห้องเทปปัง เลยขอเจ้าภาพกินเป็นเนื้อย่างบ้าง ถึงจะเรียกว่าโซนย่างแต่เมนูก็มีหลากหลายทั้งชาบุชาบุ สุกิยากิ เนื้อย่าง และเนื้อนึ่งในกระบะ (Seiro-Mushi) ที่หาทานได้ยากในร้านอื่นๆ พลิกดูเมนูแล้วต้องชื่นชมเลยครับ เพราะมีความหลากหลายตั้งแต่อาหารจานเดียวอย่างข้าวแกงกะหรี่ แฮมเบอเกอร์ ราคาที่ละ1,100เยน หรือเนื้อย่างราคาไม่ถึง2,000เยนก็มี เรื่อยไปจนถึงหลักหมื่นเยน ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของเนื้อ ก็ต้องบอกกันตรงๆว่าเมนูราคาต้นๆจะไม่ใช่เนื้อซากะนะครับ เพราะการจัดระดับชั้นของเนื้อซากะนั้นเป็นแนวทางเดียวกันกับเนื้อโกเบและเนื้อทาจิมะคือ จะต้องเป็นเนื้อเกรดAเท่านั้นและมีค่าBMS หรือ Beef Marbling Standard อยู่ในระดับ7ขึ้นไปจนถึง12 จึงจะเรียกว่า เนื้อซากะหรือSaga Beefได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นเนื้อเกรดAแต่ถ้าค่าBMSต่ำกว่า7ลงมา จะเรียกเป็น เนื้อจากจังหวัดซากะหรือBeef from Saga ดังนั้นในเมนูของร้านจึงมีทั้งเนื้อซากะและเนื้อจากจังหวัดซากะ ความต่างของราคายังอยู่ที่สัดส่วนของเนื้อด้วยว่ามาจากตรงไหน เวลาท่านจะสั่งก็ลองสอบถามกันให้ดี เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบเนื้อที่มีมันเยอะ แต่สำหรับผมเมื่อมาถึงร้านหลักแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะขอสั่งเนื้อชุดดีที่สุดครับ ประกอบด้วยHire(Tenderloin) Rosu(Chuck) และ Slice Rosu เกรดA5 ราคา9,800เยน ภาพในเมนูกับของจริงตรงกันไม่มีหลอกลวงครับ เนื้อทุกชิ้นลายสวยดูเลอค่า ผมค่อยๆย่างRosu ดูไขมันค่อยๆละลาย เป็นการอคอยที่มีความสุขจริงๆ เนื้อนุ่มมากกัดลงไปโดยไม่ได้ออกแรงขากรรไกรเลย ชิ้นแรกนี่ไม่จิ้มอะไรทั้งสิ้นเพราะต้องการลิ้มรสหวานของเนื้อ ชิ้นที่สองถึงแตะเกลือและพริกไทยนิดหน่อยก็อร่อยเหลือคณาครับ ถัดมาลองHireบ้าง ใครไม่ชอบมันเยอะต้องตัวนี้เลย ถึงจะไม่ค่อยมีมันแต่ความนุ่มยังเหนือชั้นกว่าRosuอีกครับ ตามด้วยSlice Rosu ที่ทานง่ายขึ้นไปอีกเพราะทั้งนุ่มและบางเหมือนแผ่นเนื้อเวลาเสริฟสุกิยากิ ชิ้นนี้ต้องจิ้มกับซอสที่ทางร้านให้มาอร่อยสุดๆ มื้อนี้กินแค่เนื้อก็อิ่มมากแล้วครับ พวกออร์เดิร์ฟและข้าวนี่แทบไม่ได้แตะเลย จะมีก็ของหวานล้างปากตอนจบเท่านั้น มื้อนี้เอาไปเต็มสิบ แอบกระซิบเบาๆว่าอร่อยกว่าเนื้อโกเบหลายร้านที่เคยกินมาอีกครับ

    ทานเสร็จก็รีบบึ่งไปช้อปปิ้งส่งท้ายที่Tosu Premium Outlets ในเมืองโทสึ มีร้านค้าให้ช้อปถึง150ร้าน แบรนด์คุ้นๆที่คนไทยนิยมอย่าง Adidas, Armani, Coach, D&G, Gap, Lego, Nike, New Balance, Oakley, Polo, Samsonite etc.ก็ครบ รวมทั้งแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Asics, Beams, Edwin, Francfranc, G-Shock, Seiko etc. ก็มี เสียเงินพอหอมปากหอมคอ ก็ขับต่อไปเช็คอินที่โรงแรมBientosที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะออกมากินอาหารค่ำมื้อส่งท้ายที่ร้านHanayashiki ร้านนี้โดดเด่นด้วยเมนูสเต็กเนื้อMiyasakiจานร้อน บรรยากาศของร้านดีมากอยู่ท่ามกลางสวน พื้นที่กว้างใหญ่ เป็นมื้อปิดท้ายที่แฮปปี้ของทริปนี้อีกมื้อหนึ่งครับ

ตื่นเช้ามาผมขับรถไปคืนที่สนามบินแล้วยังมีเวลาไปเช็คอินแบบเหลือๆ ใครหาที่พักในฟุกุโอกะช่วงพีคไม่ได้ลองพิจารณาโรงแรมในซากะดู ห่างกันไม่ไกลและราคาไม่แพง ไปสนามบินใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นครั