J-Story
15-09-2016

 

เมืองซามูไร Aizu ตอนที่ 9

นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และอาหารท้องถิ่นที่โดดเด่นแล้ว เมืองไอสึวาคะมัทสึยังมีงานหัตถกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Urushi Lacquerware หรือเครื่องเขิน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสร้างชื่อมาตั้งแต่ปี คศ.1590 โดยท่านเจ้าเมือง Ujisato Gamo ได้นำช่างกลึงและช่างฝีมืองานเคลือบและลงรักจากแคว้นHinoหรือจังหวัดShigaในปัจจุบันมาถ่ายทอดเคล็ดลับให้กับช่างฝีมือของเมืองไอสึ  และได้เริ่มปลูกต้นรัก (Lacquer Tree)เพื่อนำยางมาใช้ในการผลิตเครื่องเขิน และพัฒนางานจนสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศจีนและฮอลแลนด์ได้ ในช่วงสงครามโบชินที่เมืองไอสึพ่ายแพ้ให้แก่กองกำลังผสมของรัฐบาลเมจิ ทำให้การผลิตเครื่องเขินต้องหยุดชะงักลง และกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งในช่วงกลางของยุคเมจิ จนทำให้เครื่องเขินของเมืองไอสึมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศญี่ปุ่น สืบมาจนทุกวันนี้

         เจ้าภาพได้พาไปชมการขั้นตอนการผลิต โดยเริ่มจากที่แรกเป็นโรงกลึงไม้ขนาดเล็ก ที่นี่จะเน้นงานถ้วยชาม (Marumono)โดยนำไม้เซลโคว่าและไม้จากต้นฮอร์สเชสนัทมาเข้าเครื่องกลึงเพื่อขึ้นรูป หลังจากขัดแต่งจนเป็นรูปภาชนะตามต้องการแล้วก็จะเคลือบแลคเกอร์รอบแรก(Kigatame) ลงแป้งแล้วขัดด้วยกระดาษทราย(Shitaji) จากนั้นก็เคลือบแลคเกอร์อีกชั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ(Naka-nuri) เพราะปกติไม้จะซึมน้ำ การลงแป้งและเคลือบแลคเกอร์ในขั้นตอนนี้จะอุดรูพรุนต่างๆจนน้ำไม่อาจผ่านซึมได้ แล้วขัดด้วยกระดาษทรายอีกครั้งในขั้นตอนNaka-togi เพื่อให้พื้นผิวหยาบเล็กน้อย จึงเคลือบผิวเป็นชั้นสุดท้ายเรียกว่า Uwa-nuri ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้มีฝุ่นมาเกาะเพราะจะทำให้เครื่องเขินเสียความสมบูรณ์ จึงต้องทำกันในห้องปิดมิดชิดโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญ แล้งจึงนำไปอบแห้งในตู้อบที่ปราศจากฝุ่นเช่นกัน ก็จะได้เครื่องเขินระดับพื้นฐานที่ยังไม่มีลวดลายวิจิตรพิศดาร ซึ่งจะมีหลากหลายเทคนิคด้วยกันเช่น การเคลือบแก้วด้วยน้ำมันชนิดพิเศษ(Hana-nuri) การแกะลายลงบนเนื้อไม้แล้วปิดทอง(Chinkin) การวาดลวดลายนูนต่ำแล้วปิดทอง(Taka-makie)เป็นต้น

แต่ที่เมืองไอสึนี้ยังมีอีกเทคนิคนึงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์โดยคุณYoshii Nobuhiro ช่างฝีมือรุ่นที่2 ของDaikichiya และเป็นมือวางอันดับหนึ่งของเมืองไอสึ ผู้รังสรรค์ลวดลายโดยใช้เมล็ดข้าวเปลือกมาติดกับพื้นผิวในขั้นตอนการลงรัก จากนั้นก็ขัดด้วยกระดาษทรายหยาบให้พื้นผิวด้านบนของเมล็ดข้าวหลุดออก เหลือไว้แค่ร่องรอยลวดลาย เคลือบผงเงินลงแลคเกอร์ขัดให้ด้าน เคลือบอีกชั้นขัดอีกรอบจนขึ้นลายเห็นเด่นชัด แล้วจึงเคลือบชั้นสุดท้ายเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการผลิต48ขั้นตอน จึงได้ชิ้นงานที่ลวดลายแตกต่างจากเทคนิคที่แพร่หลาย มีลักษณะคล้ายตัวแมลง เรียกว่าKinmushiหรือแมลงสีทอง ส่งไปจำหน่ายยังร้านขายเครื่องเขินชั้นดีที่อยู่กลางเมืองไอสึ  ผมเลยตามไปดูถึงที่ร้าน เจองานเครื่องเขินที่ใช้3เทคนิคหลักและเทคนิคพิเศษของคุณโยชิอิวางจำหน่ายประชันกันได้อย่างภาคภูมิ ทางร้านมอบถ้วยลาย Kinmushiให้ผมหนึ่งใบ ผมเลยเปรยเล่นๆว่าทำไมไม่เปลี่ยนชื่อให้เป็นมงคลขึ้นว่า Kinmeshi(ข้าวทอง) เพราะที่มาของลวดลายมาจากข้าว ผู้จัดการร้านดีใจมากบอกจะนำไปเสนอ ไม่ทราบว่าสุดท้ายได้เปลี่ยนหรือไม่